รฟม. ยึด “ชีวิตเมือง”เป็นเดิมพัน เร่งสปีดรถไฟฟ้าทุกสายทาง!

0
122

150911051947

ตามจังหวะการเต้นชีพจรต่อการเดินหน้าพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยที่รัฐนาวาของ“บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคมช. ได้มอบดาบอาญาสิทธิ์ให้กับขุนพลเศรษฐกิจมือฉมังอย่าง “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี เดินหน้าฟาดฟันสารพันปัญหาพร้อมโปรยปราย “ยาหอมผสมน้ำผึ้ง”ให้กับพี่น้องประชาชนไทยทั่วประเทศ ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อหวังปลุกชีพเศรษฐกิจที่อยู่ห้วงขาลงให้กลับพลิกฟื้นไปในทิศทางสดใส

นอกเหนือจากการเร่งอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs และมาตรการกระตุ้นภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ภาครัฐกำลังเร่งเครื่องอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูในเวลานี้ ล้วนเป็นมาตรการการลงทุนที่ภาครัฐหมายมั่นปั้นมือหวังผลระยะสั้นและระยะกลาง แต่การลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว ที่ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนก็ล้วนตั้งธงและและกำหนดเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อวางรากฐานของประเทศในอนาคต

นั่นก็คือ การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ!

เช่นเดียวกับการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าในสายทางต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่ดำเนินการโดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)รัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม รัฐวิสาหกิจที่ถูดจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการกิจการรถไฟฟ้า มีพันธกิจในการแก้ปัญหาการจราจรที่ติดขัดในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร กรุยทางสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองเต็มรูปแบบ ภายใต้สโลแกนที่ว่า “รฟม.เรายกระดับชีวิตเมือง” หรือ MRTA We elevate metro life

นับตั้งแต่โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (หัวลำโพง-บางซื่อ) หรือรถไฟฟ้า MRT โครงการรถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกของประเทศไทย ที่ได้เปิดให้บริการเดินรถเมื่อวันที่ 3 ก.ค.47 ถึงวันนี้ก็ย่างเข้าสู่ปีที่ 12 แล้ว จากนั้นรฟม.ก็เริ่มก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าตามแผนงานในอีกหลายเส้นทาง เพื่อรองรับกับการขยายตัวของสังคมเมืองและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการที่เพิ่มปริมาณมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั้งในเขตกรุงเทพฯและเชื่อมต่อไปยังเขตปริมณฑลให้มากที่สุด

perayut

แต่ทว่า ความคืบหน้าในการก่อสร้างโครงการถไฟฟ้าในเส้นทางต่างๆ ภายใต้การดำเนินงานของรฟม.ได้รุกคืบไปถึงไหนแล้ว มีโครงการไหนบ้างที่แล้วเสร็จและจ่อเปิดให้บริการเดินรถในเร็วๆนี้ หรือมีโครงการในอนาคตที่กำลังดำเนินการในขั้นตอนต่างๆอยู่บ้าง Logistics Timeขอประมวลภาพรวมดังกล่าวจากบทสัมภาษณ์ “พีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล” ผู้ว่าการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)ดังนี้

“กว่าหนึ่งทศวรรษแล้วที่ชาวกรุงเทพฯ ได้ใช้บริการระบบขนส่งรถไฟฟ้า ซึ่งได้พิสูจน์ว่าได้เป็นทางออกการเดินทางของผู้คนในสังคมเมืองหลวงได้ตรงจุด เติมเต็มและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองในการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย อีกทั้งยังเอื้อประโยชน์ต่อห่วงโซ่ธุรกิจตามเส้นทางที่รถไฟฟ้าวิ่งผ่านอีกด้วย จนทำให้ปัจจุบันการเดินทางระบบรางในเมืองหลวงทั้ง 3 ระบบ ได้แก่ ระบบไฟฟ้าบนดินบีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ มีผู้ใช้บริการทะลุรวม 1 ล้านคนต่อวัน  จึงไม่แปลกจำนวนประชาชนผู้ใช้บริการจะเพิ่มปริมาณขึ้นทุกวัน และสนับสนุนให้ภาครัฐเร่งพัฒนาโครงการข่ายรถไฟฟ้าให้ครอบคลุมทั่วทุกฟื้นที่ทั่วในทุกมุมเมืองกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งจะส่งผลดีโดยรวมต่อการแก้ปัญหาจราจรในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองได้อย่างดีเยี่ยม”

ปรารภแรก ผู้ว่ารฟม. และระบุถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าที่ รฟม.กำลังดำเนินการก่อสร้างว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-เตาปูน ระยะทาง 23 กม. 16 สถานี เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 10 พ.ย.52 มีความก้าวหน้าร้อยละ 99.97 โดยจะเริ่มทดสอบระบบรถในเดือน ธ.ค. 58 และจะเปิดทดลองให้บริการเดินรถฟรีเป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือน พ.ค.-มิ.ย.59 จากนั้นจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือน ส.ค.59

“ส่วนปมปัญหา 1 สถานีจาก “เตาปูน-บางซื่อ” ที่ขาดช่วง 1 กม. จากเดิมที่มติบอร์ดรฟม.ให้ตกลงเจรจาจ้างบีเอ็มซีแอล หรือ บมจ.รถไฟฟ้ากรุงเทพ ผู้เดินรถสายสีน้ำเงินเดิมเป็นเวลา 1 ปี เพื่อรับส่งผู้โดยสารจากรถไฟฟ้าใต้ดินบางซื่อมายังสถานีเตาปูน จุดเริ่มต้นของสายสีม่วง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน พร้อมกับจะเร่งให้บริษัทติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณให้พร้อมเปิดใช้ทันสายสีม่วง ส.ค.59 แต่ล่าสุดทางบีเอ็มซีแอล ส่งสัญญาณว่าแม้จะเร่งรัดแค่ไหนก็ไม่ทันแน่นอน เพราะกว่าจะติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณเสร็จสรรพต้องใช้เวลานานถึง 15 เดือน ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รฟม.จึงนำรถชัตเทิลบัสมาวิ่งรับ-ส่ง อำนวยความสะดวกให้กับคนใช้รถไฟฟ้าทั้ง 2 เส้นทางนี้ชั่วคราว”

ลั่น สายสีน้ำเงิน เชื่อมฝั่งธนบุรี-พระนคร เปิดบริการปี 62

อย่างไรก็ดี นายพีระยุทธ ยังเปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการรถไฟฟ้าสายอื่นๆอีกว่าส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ เป็นโครงการส่วนต่อขยายที่เชื่อมต่อจากโครงการรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคล เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 4 เม.ย.54 มีความก้าวหน้าร้อยละ 67.05 โดยจะเป็นรถไฟฟ้าสายต่อไปที่จะเปิดให้บริการต่อจากสายสีม่วง ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการปี 62

“แนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง-บางแค มีระยะทาง 14 กม. เป็นโครงสร้างการวิ่งใต้ดิน ช่วงหัวลำโพง-ท่าพระ มีระยะทาง 5 กม. มีจำนวนสถานี 4 สถานี เริ่มจากสถานีหัวลำโพงเป็นเส้นทางใต้ดินตามแนวถนนพระราม 4 เข้าถนนเจริญกรุง เลี้ยวซ้ายลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณปากคลองตลาดเข้าสู่ถนนอิสรภาพ จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นโครงสร้างทางเดินรถเป็นทางยกระดับ ช่วงท่าพระ-บางแค มีระยะทาง 9 กม. โดยเป็นทางวิ่งรางคู่บนเสาตอม่อเข้าสู่ 4 แยกท่าพระ ถนนเพชรเกษม ซึ่งจุดนี้เองจะมีสถานีร่วมกับช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ซึ่งสิ้นสุดลงตรงบริเวณถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก”

จากนอกนี้ ผู้ว่ารฟม. ระบุอีกว่าขณะที่แนวเส้นทางสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วงบางซื่อ-ท่าพระ จะมีทั้งหมด 10 สถานี รวมระยะทาง 13 กม. เป็นวิ่งรางคู่ยกระดับทั้งหมด เริ่มจากสถานีใต้ดินบางซื่อผ่านแยกเตาปูน ซึ่งเป็นสถานีร่วมกับรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงบางใหญ่-บางซื่อ และสิ้นสุดที่สี่ยแยกท่าพระ หากรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายทั้ง 2 ช่วงแล้วเสร็จตามแผนในปี 60 และเปิดให้บริการปี 62 ก็จะทำให้ประชาชนที่อยู่ฝั่งธนบุรีกับฝั่งพระนครเดินทางได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินวันละกว่า 3 แสนคน

“นอกจากรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินาส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแคกับช่วงบางซื่อ-ท่าพระ แล้ว รฟม.ก็ยังมีโครงการส่วนต่อขยายช่วงบางแค-พุทธมณฑลสาย 4 ระยะทาง 8 กม. ด้วยงบลงทุนกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและออกแบบรายละเอียด คาดแล้วเสร็จในเดือนต.ค.ศกนี้ โดยคาดคัดเลือกผู้รับเหมาได้ในช่วงเดือนมีนาคมปีหน้า และต้นปี 60 จะเริ่มก่อสร้าง และเปิดให้บริการได้ปี 64”

ย้ำ PPP Net Cost เอื้อรัฐเลี่ยงความเสี่ยง

ส่วนสัญญาการเดินรถที่หลายฝ่ายกังวลนั้น นายพีรพัฒน์ ระบุว่าขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการหาสรุปเพื่อเร่งรัดให้ได้ภายในกลางปี 59 เพื่อลดการเหลื่อมเวลาระหว่างงานโยธากับงานเดินรถ โดยคณะกรรมการฯรฟม. ยืนยันจะให้การเดินรถต่อเนื่อง และปรับรูปแบบการลงทุนให้เป็นแบบ PPP Net Cost เพื่อให้รัฐบาลมีความคุ้มค่าโดยสารได้สะดวก และไม่มีปัญหาเรื่องตั๋วร่วมอีกต่อไป

“เราเสนอให้เดินรถต่อเนื่องโดยเจรจารายเดิมคือ บีเอ็มซีแอล ตามที่คณะกรรมการมาตรา 13 อนุมัติ และขอใช้การลงทุนแบบ PPP Net Cost คือ เอกชนลงทุนระบบและรับสัมปทานเก็บค่าโดยสารเหมือนรถไฟฟ้าใต้ดินปัจจุบัน เพื่อลดความเสี่ยงภาครัฐ ขณะที่การเดินรถต่อเนื่องทำให้ประชาชนสะดวก ช่วยลดค่าติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ วางระบบ ค่าอุปกรณ์ 8-9 พันล้านบาท ตลอดอายุสัมปทาน 25 ปี แม้แนวทางนี้บอร์ดสภาพัฒน์ไม่เห็นด้วย โดยต้องการให้ปฏิบัติตามมติ ครม.เดิมปี 2553 ที่อนุมัติให้เอกชนลงทุนรูปแบบ PPP Gross Cost จ้างเอกชนเดินรถเหมือนสายสีม่วง ซึ่งต้องใช้วิธีประกวดราคาตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ 2535”

อย่างไรก็ดี ผู้ว่ารฟม.กล่าวเติมอีกว่าขณะที่กระทรวงคมนาคมกำลังทำรายละเอียดเสนอ ครม. ขอเปลี่ยนแปลงมติ ครม.ปี 2553 เปิดทางให้ รฟม.ดำเนินการโดยใช้รูปแบบ PPP Net Cost หาก ครม.อนุมัติตามแนวทางนี้ จะทำให้สัญญาเดินรถสายสีน้ำเงินต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ 2556 สามารถเจรจาตรงกับเอกชนได้ โดยไม่ต้องผ่านความเห็นคลังและสภาพัฒน์

“หากเจรจาตรงกับบีเอ็มซีแอลและลงทุนรูปแบบ PPP Net Cost จะเกิดประโยชน์มากกว่า ใช้เวลาสั้นกว่าการเปิดประกวดราคาใหม่อย่างน้อย 6 เดือน ที่สำคัญรัฐไม่ต้องรับความเสี่ยง เอกชนก็มีความเป็นไปได้ในการลงทุนเพราะเป็นการเดินรถต่อเนื่อง ผู้โดยสารเกิดความสะดวก มีโอกาสทำให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นตลอดสาย เพิ่มโอกาสทำรายได้ที่คุ้มทุนมากขึ้น”

เดินเครื่องลุยสายสีเขียวจ่อเสนอครม.อีก 4 สาย

ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต เริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนมิ.ย.58 มีความก้าวหน้าร้อยละ 0.87 มีกำหนดเปิดให้บริการปี 2563 ขณะนี้กำลังรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภค ตลอดแนวเส้นทางมีผู้ถูกเวนคืน 262 แปลง สิ่งปลูกสร้าง 275 หลัง จ่ายค่าเวนคืน 7,863 ล้านบาท ซึ่งจุดที่เวนคืนจะเป็นจุดขึ้น-ลงสถานี 16 แห่ง และศูนย์ซ่อมบำรุง 130 ไร่

“ส่วนการแก้ปัญหาการจราจรบริเวณแยกรัชโยธิน รฟม.ปรับแบบใหม่สร้างสะพานยกระดับสูง 2 เมตรพร้อมทางขึ้นลงใต้เสาตอม่อรถไฟฟ้า จะสร้าง 3 สะพาน คือ “แยกรัชโยธิน-เสนา-เกษตรศาสตร์” จากเดิมสร้างยาวจากรัชโยธิน-เกษตรศาสตร์ โดยการปรับแบบล่าสุดอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กทม. และหารือร่วมกับอิตาเลียนไทยฯผู้รับเหมาก่อสร้างด้วย เพราะทำให้ค่าก่อสร้างลดลง ส่วนการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว แบริ่ง-สมุทรปราการ คืบหน้าไปแล้วกว่า 61 % จะแล้วเสร็จปลายปี 59 หรือไม่เกินต้นปี 60 และเปิดใช้บริการต้นปี 63 พร้อมกับช่วง หมอชิต-สะพานใหม่-คูคตโดยให้ “บีทีเอส-บมจ.รถไฟฟ้ากรุงเทพ” เป็นผู้รับสัมปทานเดินรถทั้ง 2 ช่วง ตามที่ กทม.ขอรับโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวต่อขยายมาอยู่ในความดูแลหลัง รฟม. สร้างเสร็จ”

ส่วนโครงการรถไฟฟ้าอีก 4 เส้นทาง ที่กระทรวงคมนาคมจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติดำเนินการเร็ว ๆ นี้ ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ส่วนต่อขยาย ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ วงเงิน 131,004 ล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี 110,116 ล้านบาท โครงการรถไฟฟ้า สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี วงเงิน 56,691 ล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง วงเงิน 54,644 ล้านบาท

นอกจากนี้ ผู้ว่ารฟม.ยังให้ทัศนะปิดท้ายเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของตั่วร่วมว่ารฟม.มั่นใจว่าการเกิดขึ้นของระบบตั๋วร่วมปี 59 ซึ่งระยะแรกจะมีการร่วมกันระหว่างระบบรถไฟฟ้า 3 ระบบ ใต้ดิน บีทีเอส และแอร์พอร์ต เรลลิ้งค์ จะทำให้ผู้ใช้บริการระบบขนส่งโดยรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และปี 65 งานก่อสร้างโครงข่ายรถไฟฟ้าทั้งหมดจะเสร็จสมบูรณ์ เชื่อว่าระบบขนส่งรถไฟฟ้าจะมีผู้ใช้บริการวันละมากกว่า 2.5 ล้านคน โดยปัจจุบันอัตราการเติบโตของปริมาณผู้ใช้ระบบรถไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพฯ มีประมาณร้อยละ 5 ต่อปีโดยรถไฟฟ้าใต้ดินมีผู้ใช้บริการ 270,000 คนต่อวัน รถไฟฟ้าบีทีเอส 700,000 คนต่อวัน และแอร์พ็อต เรลลิงค์ 60,000 คนต่อวัน

แม้ปัจจุบันโครงการรถไฟฟ้าจะปรากฎโฉมให้เห็นเพียงไม่กี่สี ซึ่งอาจไม่สะดุดตาผู้พบเห็น อีกทั้งยังพลางบ่นระงมเมืองถึงปัญหารถติดวินาศสันตะโรในช่วงการก่อสร้างก็ตาม แต่เชื่อเหลือเกินว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่โครงการรถไฟฟ้าทุกสายทุกสีเสร็จสมบูรณ์เบ่งบานเต็มเมืองเมื่อนั้นทุกขบวนรถเปรียบได้ดังตัวแทนดอกไม้หลากสีวิ่งอวดโฉมท้าสายตาของผู้คนในทุกมุมเมืองช่วยแต่งแต้มเมืองกรุงให้เปล่งประกาย และชุบชีวิตคนเมืองให้มีสีสัน ภายใต้สโลแกนที่ว่า  “รฟม.เรายกระดับชีวิตเมือง

เป็นการยกระดับชีวิตเมืองให้สมบูรณ์แบบ นั่นหมายความว่ามิใช่เพียงแค่ช่วยให้คนเมืองให้ได้รับความสะดวกสบายในแง่มุมการเดินทาง แต่ยังเอื้อประโยชน์ต่อห่วงโซ่ธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้องตามเส้นทางรถไฟฟ้าวิ่งพาดผ่าน ทั้งภาคธุรกิจท่องเที่ยว ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงภาคธุรกิจบริการ และการค้าการขายอื่นๆอีกเหลือคณา

ถือเป็นการลงทุนเพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวได้เป็นอย่างดี!!!

(ล้อมกรอบ)

จากวันนั้น!!!… ถึงวันนี้ วันที่มีรฟม.

“ปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานครได้ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับจนกระทั่งในปี พ.ศ. 2514 รัฐบาลไทยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเยอรมันส่งคณะผู้เชี่ยวชาญมาทำการศึกษา สำรวจ และวางแผนแม่บทสำหรับการจราจรและขนส่งในกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้เสนอแนะให้มีระบบรถขนส่งมวลชนแบบเร็ว (Mass Rapid Transit System) เพื่อแก้ไขปัญหาการเดินทางและการจราจรในกรุงเทพมหานคร จึงได้มี “ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2515” จัดตั้ง “การทางพิเศษแห่งประเทศไทย” ขึ้น เพื่อจัดสร้าง “ทางพิเศษ” ซึ่งประกอบด้วยระบบทางด่วน (Express Way)ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (Mass Rapid Transit System) และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย

ต่อมารัฐบาลพิจารณาเห็นว่า การจราจรทางถนนในกรุงเทพมหานครติดขัดมาก สมควรเร่งรัดการดำเนินการในส่วนของระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเดินทางได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2535 เห็นชอบให้จัดตั้งรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับของนายกรัฐมนตรีเพื่อรับผิดชอบการดำเนินงานโครงการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จึงได้มีการตรา “พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การรถไฟฟ้ามหานคร พ.ศ. 2535”(ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 109 ตอนที่ 90 วันที่ 20 สิงหาคม 2535) โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. 2496

โดยที่พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การรถไฟฟ้ามหานคร พ.ศ. 2535 มีบทบัญญัติที่ไม่เพียงพอต่อการจัดทำ จัดการและการให้บริการขนส่งมวลชนด้วยระบบรถไฟฟ้า รวมทั้งการดูแลรักษาความปลอดภัยและสาธารณะ ทำให้องค์การรถไฟฟ้ามหานครมีข้อจำกัดในการใช้อำนาจตามกฎหมายและไม่สามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับการขนส่งมวลชนโดยระบบรถไฟฟ้าได้ทวีความจำเป็นยิ่งขึ้นมาก

จึงได้มีการตรา “พระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2543” (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 117 ตอนที่ 114ก วันที่ 1 ธันวาคม 2543) จัดตั้ง “การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย” เรียกโดยย่อว่า “รฟม.” เพื่อปรับปรุงอำนาจหน้าที่ขององค์การรถไฟฟ้ามหานครให้สามารถดำเนินกิจการรถไฟฟ้าให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครองความปลอดภัยของกิจการรถไฟฟ้าและคนโดยสารรถไฟฟ้า มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับของนายกรัฐมนตรี มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

ดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งจังหวัดอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา หรือระหว่างจังหวัดดังกล่าวศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำโครงการและแผนงานเกี่ยวกับกิจการรถไฟฟ้าเพื่อปรับปรุงและพัฒนาให้ทันสมัยดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับกิจการรถไฟฟ้าและธุรกิจอื่น เพื่อประโยชน์แก่ รฟม. และประชาชนในการใช้บริการกิจการรถไฟฟ้า

ต่อมา เมื่อ พ.ศ. 2545 ได้มีการปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการและได้โอนอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีในส่วนของการกำกับดูแลการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย มาเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จนถึงปัจจุบัน”