สลัดปม “มหากาพย์ส่วยทางหลวง” ก่อนเข้าป้าย AEC

0
225

รวดเร็วปานสายฟ้าฟาดกับขวบปีแพะ ที่เหลือเพียงอีกไม่กี่วันก็จะย่างเข้าสู่โค้งสุดท้ายโบกมือลาปีแพะ และเริ่มนับถอยหลังก้าวเข้าสู่ปีลิง แม้ตลอดขวบปีแพะบรรดาค่ายรถบรรทุกและเถ้าแก่รถบรรทุกจะโดนแพะเหยียบตีนซะบวมเป่ง จนออกอาการเดินโขยกเขยกกลายเป็น มนุษย์เป๋ห่าวร้าวราญไปทั้งปีก็ตาม หรือบางรายอาจโดนแค่แพะดีดขาหลังติดสปริงเฉียวกล่องดวงใจพอให้เสียวว๊าปไปชั่วขณะ

มูลเหตุก็เกิดจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงโงหัวไม่ขึ้นจากแรงกดทับปัจจัยเสี่ยงรอบด้านทิศทาง!

ครั้นก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ปีลิง ที่ทุกหมายมั่นปั้นมือจะเป็นปีที่มี “ลิงจ่อน่ารักค่อยหยอกล้อกันหนุงหนิงฟรุ้งฟริ้งกันทั้งปี ไม่ใช่เป็น ลิงจ่อหลอกจ้าว” เล่นงานซะจนปวดกบาล สืบเนื่องจากมูลเหตุที่ “ติ่งรถบรรทุก นั่งข้างในพลางจับยามสามตาเพ่งกสิณทิศทางเศรษฐกิจไทยปีหน้า 59 แล้ว ฟันธงฉับๆว่าปี 59 เศรษฐกิจไทยพอที่โผล่หัวจาก หลุมอุกาบาตทางเศรษฐกิจได้บ้าง  พร้อมย้ำตุปูอีกทีจะไม่ถูกลิงจ่อหลอกหลอนแน่(หากไม่ไปหลอกมันก่อน) ยอดขายรถบรรทุกจะเฉิดฉายไฉไล ขณะที่งานขนส่งจะไหลมาเทมา

ยิ่งได้แรงบวกจากอานิสงส์จากการเปิดเออีซีด้วยแล้ว สมรภูมิรถใหญ่ปีหน้าเห็นทีได้สู้กันแหลกลานบานตะไทแน่ แต่สิ่งที่ยังเป็นข้อกังวลที่เถ้าแก่ขนส่งพากันกลุ้มอุราพลางเอามือก่ายหน้าผากนอนทุกคืน เป็นหนามทิ้งกระดองใจวงการขนส่งมานานนม เห็นทีจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกเสียจาก มหากาพย์ส่วยทางหลวง แม้จะกี่ยุคกี่สมัยกี่รัฐบาลก็ไม่อาจกำจัดให้สิ้นซากได้ หรือแม้กระทั่ง “รัฐบาลท็อปบู๊ทของท่านบิ๊กตู่ ที่ดูเหมือนจะเอาจริงเอาจังในเบื้องต้น แต่ทำไปทำมาก็เข้าอีหรอบเดิม เข้าตำรา “ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไป กลายเป็นบ้องกัญชายิ่งเข้าใกล้การเปิดเออีซี ก็ยิ่งถูกประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนปรามาสว่า “ล้าหลัง”

ตามท้องเรื่องที่ภาครัฐออกกฎเหล็กคุมน้ำหนักรถบรรทุก 10 ล้อไม่เกิน 25 ตัน 12 ไม่เกิน  30 ตัน รถพ่วงต้องไม่เกิน 50.5 ตัน ซึ่งกฎหมายบังคับมาตั้งแต่ 1 ก.ค. 57 หลังจากที่ภาครัฐผ่อนผันมานานร่วม 3 ปี ผลพวงจากปัญหาดังกล่าวเจ้าหน้าที่รัฐก็เคร่งครัดขยันกวดขันเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งจับคนขับรถบรรทุกเกินน้ำหนักพร้อมยึดรถ อีกยังเอาผิดกับเถ้าแก่รถบรรทุกอีกด้วย ช่วงนั้น ส่วยทางหลวง ดูเหมือนจะเงียบไปชั่วคราว ครั้นจากนั้นไม่นานการกวดขันที่เข้มงวดก็เงียบหายไปและถูกจุดพลุขึ้นมาบ้างเป็นบางช่วง แต่กลับกลายเป็นการปลุกผี ส่วยทางหลวง ให้กลับพลิกฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

ก่อนจะเข้าป้ายเออีซี เส้นทาง ส่วยทางหลวง ประเทศไทยจะสามารถกำจัดให้สิ้นซากได้หรือไม่นั้น ไปสืบทราบจาก เฮียอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง นายกสมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย

 

ย้ำ อย่าให้ อำนาจเงินอยู่เหนือกฎหมาย

ทั้งนี้ เฮียอภิชาต เริ่มเผาหัวด้วยเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายว่าเมื่อเอาเรื่องน้ำหนักมาเป็นประเด็น เมื่อถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่สถานีเออีซีในปลายปี 58 ประเทศไทยที่ถูกใครต่อใครยกยอปอปั้นให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งอาเซียน แต่เรากวาดบ้านให้สะอาดแล้วหรือยัง กฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำหนักในแต่ประเทศสมาชิกอาเซียนก็ไม่เหมือนกัน การจำกัดน้ำหนักที่ลักลั่นกัน สิ่งที่เรากำลังจะบอกสังคมให้รับรู้ในฐานะผู้ประกอบการขนส่งถึงการได้เปรียบเสียเปรียบในเรื่องนี้อยู่ เพราะอีกคนต่อยใต้เข็มได้ แต่อีกคนดันชกไม่ได้

ที่ผ่านมา เราได้เรียกร้องกับภาครัฐให้การจำกัดน้ำหนักที่ 21 ตัน ซึ่งดูเหมือนเป็นการตีงูกระทบคราด แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเราไม่มีประโยชน์ที่จะต้องไปบรรทุกเกินน้ำหนักตามที่ภาครัฐกำหนดไว้ เพราะยิ่งบรรทุกเกินน้ำหนักมากเท่าไหร่ แม้เราจะได้ขนส่งในปริมาณน้ำหนักเยอะๆ แต่ผลเสียคือเราต้องแบกค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงกันบานตะไท ไม่คุ้มหรอกครับพี่น้อง แม้ภาครัฐจะบีบน้ำหนักให้เหลือเท่าไหร่ หรือจะบีบให้เท่ากับประเทศอื่นในอาเซียน ที่รถ 10 ล้อคุม 21 ตัน รถพ่วงคุม 38 ตัน ผมและพี่น้องเถ้าแก่รถบรรทุกเถ้าแก่ขนส่งทั้งหลายยอมรับได้หมด แต่ขออย่างเดียวเท่านั้น คือขอให้กฎหมายเกิดความศักดิ์ อย่าปล่อยอำนาจเงินตราเข้าสิงสถิตในร่างเจ้าหน้าที่รัฐขี้ฉ้อฉล เห็นเงินตรามีอิทธิพลและศักดิ์สิทธิ์กว่าตัวบทกฎหมายได้ไงต้องเสมอภาคกัน

นอกจากนี้ เฮียอภิชาติ ก็เครื่องติดพร้อมร่ายต่อว่าแต่ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ คนที่ชอบชกใต้เข็มขัดแบกน้ำหนักท้าทายกฎหมาย ทำไมเขาทำได้ล่ะ ก็เพราะเงินตราครอบงำเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ ทำให้กฎหมายกลายเป็นแค่เบี้ยล่างของเงิน ขาดความศักดิ์สิทธิ์ ผู้ประกอบการที่ชกใต้เข็มขัดก็ได้ใจกันใหญ่ แล้วอย่างนี้เรียกว่าชอบธรรมแล้วหรอ เสมอภาคแล้วหรอ สิ่งที่ภาครัฐต้องทำ คือ การเข้าไปทำลายล้างขบวนการส่วยทางหลวงให้หมดสิ้นไป

ปัจจุบันรถบรรทุกที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกกว่า 9 แสนคัน แต่รถบรรทุกที่เป็นสมาชิกของสมาพันธ์การขนส่ง และสมาคมขนส่งฯต่างๆ ทั้งหมด 11 สมาคมฯ แค่1-2 คัน  หรือ 10 % กว่า เท่านั้นเอง ในส่วนที่เป็นสมาชิกฯของสมาคมฯต่างๆ เราสามารถควบคุมได้ หากใครแหกกฎก็ยอมตัดหางปล่อยวัดทันที เราไม่เลี้ยงไว้แน่นอน แล้วอีกกว่า 50-60 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือจากนี้ล่ะ เราไม่สามารถควบคุมเขาในกติการ่วมกันได้ แล้วเราจะแก้ปัญหาอย่างไร ปัญหาส่วยถึงจะหายไปจากเมืองไทยซะที      

จี้ ผู้ว่าจ้างร่วมผิดชอบ

อย่างไรก็ดี เฮียอภิชาติ ยังจี้ให้เอาผิดกับผู้ว่าจ้างด้วยว่าอยากให้ภาครัฐปรับแก้กฎหมายให้เอาผิดผู้ว่าจ้างด้วย เพราะผู้ว่าจ้างเป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง เช่น สินค้าประเภทหนึ่งแทนที่จะใช้รถบรรทุกสินค้า 2 คัน แต่กลับใช้รถแค่ 1 คัน เอาอย่างประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว เช่น ออสเตรเลีย เป็นต้น เพราะเรื่องนี้เราเคยนำเสนอต่อกรมฯแล้ว นี่คือเรื่องจริงมีบางผู้ว่าจ้างจ้างผู้ขนส่งแบกน้ำหนักเกินกฎหมายกำหนด แล้วก็มีผู้ประกอบการขนส่งในฐานะผู้รับจ้างขนส่งนอกคอกสมรู้ร่วมคิดด้วย การแบกน้ำหนักจึงเกิดขึ้นซ้ำซาก

ที่เป็นทุกวันนี้เราแก้ปัญหาปลายเหตุ พอมีการร้องเรียนก็จับคนรับรถ ยึดรถผู้ประกอบการ แต่ไม่เห็นเอาผิดผู้ว่าจ้าง ดังนั้น เราต้องเอาผิดกับผู้ว่าจ้างด้วย ไม่ใช่ไล่บี้เฉพาะคนขับรถและผู้ประกอบการขนส่งรายย่อย ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาซ้ำซาก เราต้องแก้ที่ต้นสายปลายเหตุ เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมยืนยัน 99 % แก้ปัญหาการบรรทุกน้ำหนักเกินได้ เพราะผมเป็นเถ้าแก่โรงงานลงทุนนับ1,000 ล้าน ไม่มีประโยชน์อะไรที่ต้องมาเสี่ยงกับการเซฟต้นทุนแค่ 4-5 พันต่อการบรรทุก 1 เที่ยว ผมคนหนึ่งแหล่ะที่ไม่เอาด้วยคน แล้วกรณีที่มีผู้ตั้งข้อสงสัยว่าแล้วหากมีเถ้าแก่สิบล้อแอบไปโหลดน้ำเหนักกินล่ะ จะไม่เป็นธรรมกับผู้ว่าจ้างหรือไม่ ผมตอบตรงนี้เลยว่าในเชิงปฏิบัติแล้วแทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย  เพราะใบ invoice ออกมาในจำนวนเท่าไหร่ ผู้ว่าจ้างก็ต้องจ่ายเงินตามน้ำหนักตามใบ invoice นั้นๆ ถ้าผมไปบรรทุกเกินน้ำหนักที่ไหน สมมติผมใส่น้ำหนักบรรทุกมาจากโรงงานผู้ว่าจ้าง 20 ตัน แล้วเวลาผมไปตั้งเบิกเงินค่าจ้างขนส่งในปริมาณน้ำหนัก 30 ตัน มันเป็นไม่ได้อยู่แล้ว

ถึงกระนั้น เฮียอภิชาติ ยังตบท้ายด้วยประเด็นความเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านว่ารถบรรทุกสินค้ามาเลเซียสามารถตีทะเบียนเป็น 2 สัญชาติได้ เมื่อเข้าเขตประเทศไทยก็สามารถเปลี่ยนเป็นทะเบียนไทยแล้วนำรถวิ่งผ่านไทยไปถึงเวียดนาม ลาว และเขมรได้เลย แต่รถบรรทุกสินค้าของไทยวิ่งเข้าไปฝั่งมาเลเซียได้แค่ 2.5 กม.เท่านั้น แล้วทำไมกรมการขนส่งทางบกของมาเลเซียถึงไม่ยอมให้เราตีทะเบียนได้ 2 สัญชาติ ขณะที่ฝั่งไทยเราทำไมกลับยอมเขาซะงั้น ทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่าเป็นรถ 2 สัญชาติ และกฎหมายก็ไม่ยอมเปิดทางให้ทำเช่นนั้น แต่เพราะเขามาเปิดบริษัทเป็นนอมินีที่แผ่นดินไทย แต่ภาครัฐอย่างกรมฯต้องพิจารณาให้ดี อย่าให้สังคมต้องกังขาว่าเกิดปรากฎการณ์ Under Table ขึ้นกับข้อปฏิบัติของกรมฯหรือไม่ อย่างไร

ปมส่วนทางหลวง จะเที่ยวไปพ่นน้ำลายด่าเจ้าหน้าที่รัฐซะฝ่ายเดียวก็คงไม่เป็นธรรม เพราะมันเข้าตำรา  “ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” หากไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐสันดานต่ำ(บางคน)ติดนิสัยเสียชอบแบมือขอจนชิน และเถ้าแก่ขนส่งนิสัยเลว(บางคน)ที่ชอบติดสินบนเปิดทางความคล่องตัวเป็นอาจิณ หากจะปราบให้สิ้นซากคงต้องใช้กฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์เล่นงานทั้ง 2 ฝ่าย ขืนเป็นแบบนี้ “มหากาพย์ส่วยทางหลวง” ยังอยู่ยงคงกระพันชาตรีชั่วลูกชั่วหลาน