ซีพีเอฟ เปิดศูนย์ ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน ปากน้ำประแส

0
281

ป่าชายเลนก็เป็นส่วนหนึ่งของการผลิตอาหารให้คนทั้งประเทศหรือทั้งโลกก็พูดได้  เพราะเราส่งออกสินค้าขายไปยังตลาดทั่วโลก  เป็นความยั่งยืนของทุกภาคส่วน

 

เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559  เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทุกภาคส่วนร่วมกิจกรรมสาธารณประโยชน์อย่างกันพร้อมเพรียง เช่นเดียวกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จับมือกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) และภาคประชาสังคม วางยุทธศาสตร์อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ภายใต้ “โครงการซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน”

img_3478ล่าสุด ซีพีเอฟ ทำการเปิด “ศูนย์การเรียนรู้ ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน ปากน้ำประแส ” พร้อมทั้งร่วมกันปลูกป่าชายเลนและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ณ  บริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลตำบลปากน้ำประแส อำเภอแกลง จังหวัดระยอง รายละเอียดและความคืบหน้าจากการดำเนินงานในพื้นที่จะเป็นอย่างไรบ้าง

img_3483วุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยกับ “LOGISTICS TIME” ว่า  “ศูนย์การเรียนรู้ ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน ปากน้ำประแส ” เริ่มต้นด้วยการวางโรดแม็บความยั่งยืนขององค์กร  นั่นคือ “อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน และดิน น้ำ ป่าคงอยู่” ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นฐานของการลิตอาหาร ดังนั้น ซีพีเอฟ จีงร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) รวมทั้งภาคประชาสังคม กำหนดยุทธศาสตร์ในการฟื้นฟูป่าชายเลน ภายใต้โครงการ ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน ปากน้ำประแส พร้อมทั้งร่วมกันปลูกป่าชายเลน

กางโรดแม็ป  5 ปี ลุยปลูกป่าชายเลน

วุฒิชัย กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2557-25561 ซึ่งพื้นที่ที่บริษัทนำร่องมี  5 จังหวัด ได้แก่  ชุมพร ระยอง สมุทรสาคร สงขลา และพังงา ส่วนรูปแบบการดำเนินงานก็ประสานกับเจ้าของพื้นโดยตรงจากนั้นก็คัดเลือกพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรชายฝั่งทะเลในแต่ละพื้นที่ ส่วนการปลูกป่าชายเลนในพื้นที่ของ จ.ระยอง ก็ร่วมกับหน่วยงานทรัพยากรป่าชายเลนที่ 1  เทศบาลตำบลปากน้ำประแส  พร้อมกับจัดทำแผนผังศูนย์การเรียนรู้ปากน้ำประแสฯ ขึ้นมาด้วย

“สิ่งนี้มองว่ามีความสำคัญ เนื่องจากเป็นการปลูกจิตสำนึกของทุกคนได้เห็นคุณค่าป่าชายเลนในอนาคต ที่ผ่านมา การทำงานของซีพีเอฟในพื้นที่ 5 จังหวัด ก็ได้รับคำแนะจาก ทช. และเจ้าของพื้นที่เองก็ได้รับความร่วมมืออย่างดี ทุกฝ่ายก็มีความตระหนักในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชุมชนและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี”

สำหรับในพื้นที่ปากน้ำประแสเดิมนั้นเป็นพื้นที่ป่าชายเลนค่อนข้างสมบูรณ์อยู่แล้ว ประมาณ 600 ไร่ แต่เมื่อทางจังหวัดมีการพัฒนาขึ้นส่งผลทำให้พื้นที่แห่งนี้อาจจะมีผลกระทบบางส่วน ดังนั้น เราก็มองว่า พื้นที่ปากน้ำประแสมีความเข้มแข็งที่จะดูแลชุมชนอยู่แล้ว หากช่วยเพิ่มติม สนับสนุนก็เท่ากันเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับในพื้นที่ปากน้ำประแส ได้  ดังนั้น จึงเป็นที่มาของการนำพื้นแห่งนี้เป็นพื้นที่นำร่อง

13415400_1184783221552893_910657092838731880_o13403943_1184783218219560_9215276927087096834_o70 ปีครองราชย์ เปิด ศูนย์ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้องฯ

ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมา ซีพีเอฟทำการเปิด “ศูนย์การเรียนรู้ ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้อง ป่าชายเลน ปากน้ำประแส” อย่างเป็นทางการแล้ว  ส่วนเป้าหมายการปลูกป่าชายเลน ทาง ทช.ได้แนะนำพื้นที่ให้กับซีพีเอฟทั้งหมด 40 ไร่  การปลูกป่าชายเลนของบริษัท ซีพีเอฟ ในปีนี้ทางชุมชนก็ได้มีส่วนร่วม โดยมีการนำต้นกล้ามาเองจากชุมชนเท่ากับเป็นการเสริมรายได้ให้กับชุมชนอีกทางหนึ่ง ต้นกล้าหรือพันธุ์ไม้ที่ใช้ปลูกดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ไม้ อาทิ ต้นโกงกาง ลำพู  เป็นต้น และคำนึงถึงพันธ์ไม้ชนิดที่มีอยู่แล้วในพื้นที่เดิม เพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ

ส่วนวิธีการปลูกป่าชายเลนส่วนใหญ่ ซีพีเอฟ ก็จัดทำกรรมกิจขึ้นมา อย่างปีนี้เป็นปีเฉลิมฉลอง 70 ปีทรงครองราชย์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 9 มิถุนายน ถือเป็นจุดสตาร์ตของเราเพื่อทำความดีถวายพระองค์ ขณะเดียวกัน หลังจากการปลูกแล้วก็มีข้อตกลงร่วมกันกับประชาชนเกี่ยวกับค่อนดูแลประเมินผล การเจริญเติบโตของตัวต้นไม้ด้วย  ทำอย่างไรให้ก้าวไปสู่ความหยั่งยืนในอนาคตด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมให้มียุวมัคคุเทศน์คอยหมุนเวียนกันให้คำแนะนำ และถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับป่าชายเลนแก่ผู้มาเยือนเพื่อสร้างให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านป่าชายเลนที่มีชีวิต ข้อสำคัญของการสร้างศูนย์เรียนเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เป็นหลัก ซึ่งในปีนี้เราตั้งเป้าหมายเปิดศูนย์การเรียนรู้  2  แห่ง คือแห่งแรก จ.ระยอง  และแห่งที่ 2 จ.ชุมพร อย่างไรก็ตาม  บริษัท ซีพีเอฟพร้อมเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี หลังจากนี้ในปีนี้เราจะปลูกป่าเพิ่มประมาณ 900 ไร่ เป้าหมายจริงๆทั้งหมดเราวางเป้าหมายปลูกป่าอยู่ที่ 2,000 ไร่  บริษัทก็อยากให้ชุมชนมีส่วนร่วมกระทำกิจกรรมปลูกป่าชายเลน

“ถามว่าบริษัทได้อะไร ประชาชนได้อะไร  ขอเรียนว่า เราเป็นบริษัทเกี่ยวกับธุรกิจอาหาร แหล่งที่มาของอาหารคือแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ  ฉะนั้น ป่าชายเลนก็เป็นส่วนหนึ่งของการผลิตอาหารให้คนทั้งประเทศหรือทั้งโลกก็พูดได้  เพราะเราส่งออกสินค้าขายไปยังตลาดทั่วโลก  เป็นความยั่งยืนของทุกภาคส่วน  การกระทำตรงนี้ก็มีส่วนทำความยั่งยืนของธุรกิจเราเหมือนกัน  เยาวชนเองมีความยั่งยืนของคุณภาพชีวิตตัวด้วย ดังนั้น ทุกคนได้ประโยชน์และความยั่งยืนร่วมกัน ” วุฒิชัย กล่าวทิ้งท้ายในที่สุด