คลังลุ้น SME Bank – บินไทย ออกจากแผนฟื้นฟูกิจการรัฐวิสาหกิจ ส่วนที่เหลืออีก 5 แห่งยังร่อแร่

0
171

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า รัฐวิสาหกิจที่อยู่ในแผนฟื้นฟูกิจการทั้งหมด 7 แห่ง คาดว่า ธนาคารเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ จะออกจากการฟื้นฟูกิจการเป็นรายแรก ขณะที่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) น่าจะก้าวพ้นเป็นรายที่ 2 ส่วนที่เหลืออีก 5 แห่ง มีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังต้องลุ้นเรื่องผลงานการดำเนินงานที่แท้จริงว่าจะสามารถแก้ไขหนี้ที่สะสมและมีผลการดำเนินการที่มีกำไรได้หรือไม่

“ในเดือน ธ.ค.นี้  รัฐวิสาหกิจทั้ง 7 แห่ง ต้องเสนอแผนการดำเนินงานในปีหน้าให้ สคร. พิจารณา และแผนดังกล่าวจะต้องส่งให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด พิจารณาด้วย โดยแผนดังกล่าวต้องมียุทธศาสตร์การทำงานที่ชัดเจน และสามารถแก้ไขปัญหาขององค์กรได้ ซึ่งที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานของเอสเอ็มอีแบงก์ที่มีกำไร และยังสามารถลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า เอสเอ็มอีแบงก์ มีความแข็งแกร่งดีแล้ว ส่วนการบินไทยนั้น เมื่อปีที่แล้วผลการดำเนินงานที่ขาดทุน แต่ปีนี้ก็เริ่มมีกำไรหลังจากที่สามารถลดภาระต้นทุนลงได้สำเร็จ แต่การบินไทยจะออกจากแผนฟื้นฟูได้ในปีหน้าหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับแผนธุรกิจและผลการดำเนินงานที่แท้จริง”

สำหรับรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในแผนฟื้นฟูกิจการมีทั้งหมด 7 แห่งประกอบด้วย 1. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) หรือ I bank 2. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) 3. การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) 4. องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) 5. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ 6. บริษัท ทีโอที จำ กัด (มหาชน) หรือ ทีโอที และ 7.บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT

ส่วนที่เหลืออีก 5 แห่ง คาดว่า จะยังไม่สามารถออกจากแผนฟื้นฟูกิจการในปีหน้าได้ แต่ยอมรับว่า มีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดย ร.ฟ.ท. มีแผนที่บริหารจัดการและเพิ่มรายได้จากที่ดีมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันที่มีดินว่างเปล่าอยู่ในมือ 2.3 หมื่นไร่ แต่สามารถนำมาพัฒนาและเพิ่มรายได้ได้ทันที 1,500-1,700 ไร่ ซึ่งในจำนวนนี้ มีที่ดินมักกะสันและสถานีแม่น้ำรวมอยู่ด้วย โดยที่ดินมักกระสันนั้นล่าสุด กฤษฎีกาตีความแล้วว่าเวนคืนที่ดินมากก่อนปี 2521 ทำให้กรมธนารักษ์สามารถดำเนินโครงการพัฒนาที่มักกะสันได้ต่อไป ขสมก.อยู่ระหว่างการจัดซื้อรถเมล์ใหม่ ทีโอที และ กสท อยู่ระหว่างแยกกิจการและตั้งบริษัทใหม่ และรัฐวิสาหกิจสุดท้าย คือ อิสลามแบงก์ ในปีหน้ากระทรวงการคลังจะทยอยเพิ่มทุนให้ 10,000 ล้านบาท ขณะที่อิสลามแบงก์เอง จะพิจารณาหาพันธมิตรร่วมทุนได้สำเร็จ

ส่วนผลการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจตั้งแต่เดือน ต.ค.58 – ก.ย.59 หรือในปีงบประมาณ เบิกจ่ายได้ 130,381 ล้านบาท หรือ 69.5% ขณะที่การเบิกจ่ายตามปีปฏิทิน เบิก 166,685 ล้านบาท หรือ 88.8% และเมื่อรวมกันแล้ว ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจมียอดรวม 297,066 ล้านบาท หรือ 77.9% ของงบลงทุนทั้งหมด ซึ่งคาดว่าเมื่อถึงสิ้นปีนี้ ยอดการเบิกจ่ายจะอยู่ที่ 89%

“ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ 45 แห่ง ในเดือน ต.ค. อยู่ที่ 16,677 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องที่ 25.2% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากรัฐวิสาหกิจที่เร่งรัดการเบิกจ่ายลงทุน ได้แก่ ปตท. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ขณะที่รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายลงทุนที่ชะลอลง ได้แก่ การถไฟแห่งประเทศไทย การบินไทย และทีโอที “