ผ่าผลงานงามไส้!เขย่าเก้าอี้ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ”

0
72

องคาพยพเดินหน้าประเทศไทยภายใต้รัฐนาวาเสียงปริ่มน้ำ “บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 สมัยที่ 2 หลังก้าวเข้าบริหารประเทศตั้งแต่กลางปี 62 เป็นต้นมา ท่ามกลางความคาดหวังคนไทยทั้งประเทศกับการนำพาประเทศชาติเดินไปข้างหน้าโดยที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ยังคงเผชิญปัญหารอบด้านทั้งศึกภายในรัฐบาลที่ดันตีรวนการเมืองกันเอง ผสมโรงอุณหภูมิเดือดทะลักจากพรรคฝ่ายค้านที่พร้อมตามติดและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลชนิดไม่คาดสายตา และจ่อจองกฐินสามัคคียื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหลังเปิดสมัยประชุมสภาก่อนปีหมูจะโบกมือลา

ขณะที่ผลงานรัฐบาลนับตั้งแต่เข้าบริหารประเทศจวบจะสิ้นปีศักราช 2562 ทุกภาคส่วนยังเฝ้าจับตาเป็นพิเศษโดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชน ที่ถาโถมใส่ขุนพลเศรษฐกิจรัฐบาลจนนั่งไม่ติดในเวลานี้ กลายเป็นการเผชิญมรสุมปัญหาต้องทั้งปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศ เล่นงานเสถียรภาพรัฐนานารัฐบาลลุงตู่สั่นคลอนหนัก

ล่าสุด คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกโรงปรับประมาณการเศรษฐกิจในปี 2562 มาอยู่ที่ 2.6% จากเดิมคาดจะขยายตัวได้ 2.7-3.2 % คาดว่าการส่งออกปีนี้จะติดลบ 2% ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน ผนวกกับความเสี่ยงหลายประการ ทั้งจากภายในประเทศที่เศรษฐกิจชะลอตัว เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว สงครามการค้า มาตรการกีดกันการค้า และค่าเงินผันผวน 

ขณะที่ผลงานการขับเคลื่อนโยยายด้านคมนาคมขนส่งที่มีกระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าภาพ ภายใต้การนำ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ”รมว.คมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย 1 ใน 5 รัฐมนตรีที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมจองกฐินซักฟอกในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่มีขึ้นปลายปีนี้  

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่กระทรวงคมนาคมเรียกแสงสปอร์ตไลท์ฉายภาพรมต.ใหม่ไฟแรงออร่าเต็มประดาสำหรับรมว.คมนาคม “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ”ที่เริ่มฮือฮาตั้งแต่แบ่งงาน 2 รมช.โดยที่ตัวเองกินรวบ 13 หน่วยงานหลักด้านระบบรางและทางบก แบ่งให้ 2 รมช.เพียงแค่หยิบมือ “ถาวร เสนเนียม” ดูแลหน่วยงานทางอากาศ 7 หน่วยงาน ส่วนรมช.อีกคน “อธิรัฐ รัตนเศรษฐ” ได้กำกับดูแลแค่ 2 หน่วยงานทางน้ำ คือ กรมเจ้าท่าและการท่าเรือแห่งประเทศไทย เท่านั้น

พร้อมเดินหน้าจัดหนักจัดเต็มเบิกร่องด้วยนโยบาย 5 ด้านสนองตอบประโยชน์ประชาชนสุดลิ่ม ประกาศเปรี้ยง No!คอรัปชั่น No!ค่าโง่ ย้ำทุกโครงการ “ต้องโปร่งใส- ตรวจสอบได้” โดยบรรดานโยบายทั้งหลายแหล่ ที่น่าจับตาอย่างยิ่งยวด คือ 4 นโยบายเร่งด่วน ประกอบด้วย 1) การแก้ไขปัญหาโครงการก่อสร้างล่าช้า ก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น โครงการปรับปรุงถนนพระราม 2 2) การแก้ไขปัญหามลภาวะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จากรถบรรทุก-รถโดยสารสาธารณะ

3) ปรับเวลารถบรรทุก 10 ล้อขึ้นปะเข้าเขตพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล และ 4) กำหนดอัตราความเร็วถนน 4 ช่องทางจราจรขึ้นไป ให้ใช้อัตราความเร็วได้ไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อระบายการจราจรให้คล่องตัวยิ่งขึ้น

เมื่อตามติด 4 นโยบายเร่งด่วนจากวันนั้นถึงวันนี้แล้วยัง “ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน”พอเข้าตากรรมการ เริ่มที่นโยบายการแก้ไขปัญหาโครงการก่อสร้างล่าช้า ถนนพระราม 2ที่สังคมตราหน้าว่าเป็นถนน 7 ชั่วโคตร ล่าสุดก็ยังไม่สามารถเดินหน้าได้เท่าที่ควรจะเป็น โดยเจ้าตัวสั่งการทางหลวง(ทล.)รื้อแผนก่อสร้างเพิ่มจากแผนปรับใหม่ก่อนหน้านี้ พร้อมปั้นเป็นโมเดลป้องกันปัญหาโครงการมอเตอร์เวย์บางใหญ่

ขณะที่ภาพรวมการก่อสร้างตามแผนใหม่ยังเดินหน้าไปได้แค่ 36 % เท่านั้น แม้จะเร็วกว่าแผนใหม่แต่ก็ยังประสบปัญหาหลายด้านให้หนักอก ทั้งปัญหาการบูรณาการความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ เขต,เทศบาล,กรมทางหลวง (ทล.),และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)

“กว่าโครงการก่อสร้างถนนพระราม 2 ถนนที่ได้ฉายานามถนน7 ชั่วโคตรจะแล้วเสร็จก็ปาเข้าไปต้นปี 64 แต่เจ้ากระทรวงคมนาคมเองไล่บี้ให้เสร็จภายในปี 63 ถึงกระนั้น ประชาชนผู้ใช้เส้นทางดังกล่าวยังต้องเผชิญปัญหารถติดวินาศสันตะโร และรับชะตากรรมไปอีกหลาย 2-3 ปี หรือมากกว่านั้น”

ส่วนนโยบายการแก้ไขปัญหามลภาวะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จากรถบรรทุก-รถโดยสารสาธารณะ ก็มิวายถูกมองเป็น “นโยบายรูทีน”ที่ไม่ว่าใครเข้ามาเป็นรัฐมนตรีคมนาคมก็ต้องดำเนินการอยู่ดี ทั้งที่นโยบายนี้แต่เดิมเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ช่วยกันผลักดันและเร่งแก้ไขปัญหาอยู่แล้ว ถึงกระนั้น ปัญหามลภาวะ PM2.5 ก็ยังไม่จางหาย ซ้ำรายยังจะหนักกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

โม้ 5 สายสุดท้ายนำร่องสายเอเชียซิ่งได้ 120 กม./ชม.

ส่วนนโยบายเพิ่มความเร็วบนถนนหลวงเป็น 120/ชม.ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายเร่งที่บอกเลยฮือฮาไม่น้อย และไม่คาดคิดรมต.ไฟแรง “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ”จะกล้าแตะ“เผือกร้อน”กฎหมายที่สังคมตีแสกหน้าว่าผูกโยงด้วย “ผลประโยชน์”คาบเกี่ยวทั้งกรมการขนส่งทางบกและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ไม่ว่าจะยุครัฐบาลไหน-รมว.คมนาคมท่านใดหาญกล้าแตะสู่การ “แก้ไข”ใหม่! แต่ “ศักดิ์สยาม” จัดให้!

นโยบายนี้เป็นแผนแก้กฎหมาย-กฎกระทรวงคมนาคม เพื่อขยายอัตราจำกัดความเร็วบนถนน 4 ช่องจราจรทั่วประเทศ เป็นห้ามเกิน 120 กม./ชม. จากเดิมกฎหมายกำหนดให้ใช้ความเร็วบนถนนปกติห้ามเกิน 80 กม./ชม. และความเร็วบนถนนมอเตอร์เวย์ห้ามเกิน 90 กม./ชม.

”แรกเริ่มเห็นเจ้ากระทรวงคุยหนักคุยหนากะโชว์ผลงานด้วยจะนำร่อง 5 ถนนสายหลัก ได้แก่ ถนนสายเอเชีย, พหลโยธิน,มิตรภาพ, สุขุมวิท และเพชรเกษม ทว่าเอาจริงแล้วพอเจอตอเข้าให้ก็ได้แค่การนำร่องแค่ 1 สาย คือสายเอเชียช่วงบางปะอิน-นครสวรรค์ ระยะทาง 150 กม.เท่านั้น คาดใช้ได้ก่อน 50 กม.แรกในปี 2563 ส่วนสายอื่นๆต้องหาวเรอรอไปก่อน”

ความคืบหน้านโยบายนี้ เบื้องต้นกรมทางหลวง อ้างว่า เนื่องจากเป็นถนนที่มีเกาะกลางหลายรูปแบบ ทั้งแบบร่องกลาง แบบแบริเออร์ตลอดแนวเส้นทางแบ่งช่องจราจรชัดเจน และรถใช้ความเร็วค่อนข้างสูง เพราะกว่าร้อยละ 85 ของความเร็วรถเฉลี่ยทั้งหมดอยู่ที่ 110-125 กม.ต่อชม. โดยเฉพาะช่องจราจรขวาสุด

นอกจากนี้ ยังพบว่าการใช้ความเร็วดังกล่าวต้องปรับปรุงจุดกลับรถประมาณ 44 แห่ง ซึ่งบางแห่งอาจต้องปิดจุดกลับรถ 35 แห่ง ที่เหลือจะปรับเป็นทางลอดสำหรับรถขนาดเล็ก ซึ่งรถขนาดใหญ่จะกำหนดให้ไปใช้สะพานกลับรถ หรือสะพานบก ที่ด้านล่างจะมีช่องลอดใต้สะพานได้ เบื้องต้นจะใช้งบประมาณปรับปรุงทั้งหมดไม่เกิน 600 ล้านบาท 

ปัจจุบันถนนเส้นทางดังกล่าวได้ปรับปรุงขยายเป็น 6 ช่อง ไป 3 ช่อง กลับ 3 ช่องโดยใช้แบริเออร์แบ่งช่องชัดเจน โดยแบ่งการดำเนินการเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรก ช่วง 50 กม. แรก จะดำเนินการให้แล้วเสร็จในปีงบประมาณ 63 หลังจากนั้นระยะที่ 2 อีก 100 กม. แล้วเสร็จในปีงบประมาณ 64 ส่วนรูปแบบดำเนินการจะแบ่งการใช้ความเร็วเป็น 3 ระดับ คือ ช่องซ้ายสุด ไม่เกิน 80 กม.ต่อชม. ช่องกลางไม่เกิน 100 กม.ต่อชม. และ ช่องขวาไม่เกิน 120 กม.ต่อชม. เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายสำหรับผู้ขับขี่ เดินรถได้อย่างสมดุลกัน และมีความปลอดภัย 100%

อย่างไรก็ตามหากดำเนินการนำร่องใช้ความเร็ว 120 กม. ในถนนเส้นทางนี้ได้สำเร็จทำให้อนาคตถนนสายเอเชียจะไม่มีจุดกลับรถระดับพื้นราบทำให้มีความปลอดภัยที่ดีมาก และสามารถใช้เป็นต้นแบบปรับจุดกลับรถตามสภาพภูมิประเทศได้

ห้ามสิบล้อวิ่งกลางวัน เจอตอ?เงียบกริบ!

มาถึงนโยบายที่ 4 นโยบายไม่รู้ว่าเจ้ากระทรวงคมนาคมคาดหวังเป็นนโยบาย“เรียกเรทติ้ง”หรือ“เรียกแขก”กันแน่ เพราะดันไปแตะนโยบายเกี่ยวกับขาใหญ่บนท้องถนนอย่างสิงห์รถบรรทุกโดยจะปรับเวลาวิ่งใหม่บังคับวิ่งได้ 4 ชม.เท่านั้น คือเฉพาะช่วงเวลา 00.00-04.00 น.จากเดิมที่วิ่งได้ช่วงเวลา 10.00-15.00 น. และเวลา  21.00-05.00 น.หวังล้อมคอกปัญหารถติดในเขตเมือง

เล่นเอาบรรดาสิบล้อดาหน้าค้านหัวชนฝา นำโดยประมุขสิบล้อไทย “อภิชาติ ไพรรุ่งเรือง” ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ปลุกกำลังพลสิบล้ออีก 10 สมาคมฯ ตบเท้าบุกกรมขนส่งฯ พร้อมแสดงจุดยืนหนึ่งเดียว“คัดค้าน”นโยบายดังกล่าว สวนกลับหมัดตรงเสยคางกรมฯ“สิบล้อ…ไม่ใช่ต้นตอรถติด”ย้ำเวลาเดินรถเดิมเหมาะสมแล้ว ลั่นรอเคลียร์เจ้าของต้นคิดไอเดียสุดบรรเจิด “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ”คนเดียวเท่านั้น

ประมุขสิบล้อไทย “เฮียอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง” ประธานสหพันธ์ฯย้ำว่าจากนโยบายปรับเปลี่ยนเวลาเดินรถสิบล้อให้วิ่งเข้าเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลได้เฉพาะเวลาเที่ยงคืนถึงตีสี่เท่านั้น ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการขนส่งที่ต้องใช้เวลาขนส่งสินค้าในเวลาจำกัดแค่ 4 ชม.จากเดิมใช้เวลากว่า 10 ชม.

แม้จะถูกคัดค้านดูเหมือนรมว.คมนาคมไม่ยอมฟังเสียงนกเสียงกาพร้อมส่งสัญญาณว่าเดินหน้าเต็มสูบ จนพลพรรคสิบล้อต้องงัดหมัดเด็ดมาสู้และค้านแหลกอ้างหวั่นกระทบหนักภาคธุรกิจนำเข้าส่งออกและ Supply Chain อื่นๆ ชี้กรอบเดิมเหมาะสมแล้ว หากรัฐไม่สนการคัดค้าน พร้อมนัดรวมพลคนสิบล้อ“ปรับขึ้นค่าขนส่ง 40-50 %”พร้อมหล่นวลีเด็ด “ถ้าไม่รับฟัง ท่านจะรู้เอง” 

จากวันนั้นถึงวันนี้กว่า 4 เดือนเลยกรอบเวลา 1 เดือนที่เจ้ากระทรวงคมนาคมประกาศเอาไว้ ไม่รู้ไปเจออะไรหรือไม่?ถึงบัดนาวยังไร้วี่แววจะประกาศบังคับแต่อย่างใด ท่ามกลางการเฝ้าจับตาของพลพรรคสิบล้อที่พร้อมจะดาหน้าแหกโค้ง “เอาจริง”หากมีการประกาศบังคับใช้

Checking Point ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

ถัดมาเป็นคิวการกำหนดจุดจอดพักรถโดยสารสาธารณะ (Checking Point) ดีเดย์ไปแล้วตั้งแต่ 16 ก.ย.62 เป็นมาตรการสุดเข้มงวดอดตาหลับขับตานอนตลอด 24 ชม. บนทางหลวงแผ่นดิน 111 เส้นทาง รวมระยะทาง 22,048 กม.ในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ จำนวน 245 แห่งทุกๆ 90 กม.เฉลี่ยแต่ละจุดจะใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที/คัน

Logistics Time เคยสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับนโยบายนี้แล้วว่าน่าจะเป็นนโยบาย “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” แม้จะเป็นนโยบายที่ดีแต่สังคมก็ตั้งข้อสงสัยอยู่วันค่ำว่าจะเป็นการเพิ่มเวลาและความยุ่งยากในการเดินทางให้กับพี่น้องประชาชนหรือไม่?คิดง่ายๆกรงเทพฯ-เชียงใหม่ 700 กม.ต้องเจอ 7 จุด Checking Point จุดละ 10 นาที รวมแล้วชม.กว่าที่ต้องบวกเพิ่มกับเวลาการเดินทางปกติ 8-9 ชม.

ยังไม่ถามถึงความพรั่งพร้อมของสถานที่ กำลังคนหรือจิตอาสาที่ต้องทำงาน 24 ชม.งบประมาณ และเครื่องไม้เครื่องมือ “ที่ว่ามานี้พร้อมแค่ไหน? เหมาะสมหรือไม่? หรือลงลึกเชิงปฏิบัติจริงแล้วจะเห็นเนื้อ-หนังแค่มากน้อยไหน? หรือแค่นโยบายตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ?”พอผ่านไปซักระยะจุด Checking Point ต่างๆที่เคยคึกครื้นอีกหน่อก็จะค่อยๆเงียบเหงาจนกลายเป็นป่าช้าจุด Checking Point ในที่สุด?

และแล้วเจ้ากระทรวงหูกวางก็ออกปากยอมรับเองหลังผ่านไม่ถึง 3 เดือนว่าไม่สามารถผลักดันนโยบายดังกล่าวได้อย่างราบรื่น อ้างขาดงบประมาณ บุคลากร และเครื่องไม้เครื่องมือเหมือนอย่างที่ Logistics Time เคยฟันธงไว้ก่อนหน้านี้จริงๆ

หน้าแหก!นโยบายบังคับติด GPS รถส่วนบุคคล

ส่วนไอเดียบังคบรถยนต์-จยย.ส่วนบุคคลติด GPS ที่เจ้าตัวออกตัวแรงเหลือเกินแต่ถูกกระแสสังคมตีกลับถึงกลับหน้าแหก-แตกหมอไม่รับเย็บ จนต้องโยนเผือกร้อนไปให้เด็กในคาคาอย่างอธิบดีขนส่งฯ’จิรุตม์ วิศาลจิตร’เคลียร์หน้าเสื่อแทน โดยอธิบดีกรมขนส่งฯต้องออกแรงฟ้อนเงี้ยวแก้ต่างทันควันหวังดับปมร้อนที่ถูกวิจารณ์ยับ ชี้ขนส่งฯเตรียมศึกษาการติดตั้ง GPS ในรถทุกประเภท คาดชัดเจนใน1ปีว่าจะเดินหน้าต่อหรือ…หยุดตรงนี้ที่เธอประเทศไทย!

“ขนส่งฯจะเปิดรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วน เพื่อพิจารณาผลกระทบ-ความเป็นไปได้-ความเหมาะสมในทุกมิติ ย้ำเพื่อความปลอดภัย และต้องไม่เป็นภาระประชาชน และมุ่งเน้นความปลอดภัยในการใช้รถ-ถนนในทุกมิติ สามารถเข้าถึงการควบคุมพฤติกรรมการขับขี่ อาทิ ความเร็ว การแสดงสถานที่รถยนต์เพื่อลดการก่ออาชญากรรม และการฝ่าฝืนการกระทำผิดกฎจราจร”

นอกจากนี้ ขนส่งฯต้องทำการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะความเป็นไปได้-ผลกระทบที่เกิดขึ้น ต้องศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านอกทั้งยังต้องพิจารณาปัจจัยด้านราคาค่าอุปกรณ์การติดตั้งและค่าบริการ มุ่งเน้นประโยชน์ด้านความปลอดภัย ช่วยป้องกันการโจรกรรมอีกด้วยที่สำคัญต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ประชาชน คาดจะมีความชัดเจนภายใน 1 ปี ก่อนได้ข้อสรุปเพื่อดำเนินการต่อไปหรือไม่อย่างไร อีกทั้งต้องมีการหารือร่วมกับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อพิจารณาแนวทางกำหนดให้มีการติดตั้ง GPS กับรถใหม่ที่ผลิตจากต้นทางโรงงานผู้ผลิต เพื่อให้ไม่สร้างผลกระทบกับประชาชน

สิ้นเสียงการแก้ต่างให้เจ้ากระทรวงของอธิบดีกรมขนส่งฯ เป็นการออกโรงพรั่งพรูเหตุผลมานี้ก็เพื่อดับแรงต้านเสียงค้านไม่เห็นดีเห็นงามของสังคมก่อนจะเละตุ้มเป๊ะไปกว่านี้ ถือเป็นการยอมใส่เกียร์Rกลายๆประหนึ่งยอมศิโรราบทิศทางลมจากแรงต้านสังคมถาโถมจนอ่วม สุดท้ายจากไอเดียบรรเจิดสู่เชิงตะกอนฌาปนกิจเรียบร้อยโรงเรียนคมนาคม

ทั้งหมดนี้คือการขมวดเป็นผลงานเรียกแขกของ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ”เสนาบดีคมนาคม ที่ถูกปัญหารุมเร้ามากสุดแล้วในเพลานี้ ที่ถูกสังคมมอบสมฉายานาม “จอมดื้อ-รื้อ-ล้วง”ไม่ว่าจะเป็นการผุดไอเดียกระฉูดแตกรายวันแม้สังคมจะก่นด่าและวิพากษ์วิจารณ์แซดทั้งเมืองแต่ก็ยังมั่นใจเต็มประดาดื้อจะผลักด้นต่อสุดลิ่ม

ขณะที่นโยบายที่ใครต่อใครทำมาก่อนหน้านี้ก็ดันไปรื้อใหม่ซะอย่างงั้น ไม่ว่าจะเป็นนโยบายรถตู้ที่ไม่ยอมบังคับเปลี่ยนเป็นมินิบัสตามแผนเดิมกลับรื้อใหม่เป็นภาคสมัครใจแทน พร้อมใจดีขยายเวลาจาก 10 เป็น 12 ปี จนถูกมองว่าเป็นการเอื้อให้เอกชนรายไหนหรือไม่?ทำเอาเอกชนผู้ผลิตค่ายรถ-ผู้ประกอบการขนส่งผู้ผลิตตัวถัง-ห่วงโซ่อื่นๆที่เกี่ยวข้องถึงกับกุมขมับปรับแผนรับวิทยายุทธ์ “รื้อล่องหน”ระคน’เหยียบหิมะไร้ร่องรอย’ของรมว.คมนาคมไม่ทัน

มิวายแม้แค่นั้นยังถูกครหาว่าเป็น“จอมล้วงลูก”การแต่งตั้ง-โยกย้ายข้าราชการระดับสูงในสังกัด รวมถึงการแต่งตั้งบอร์ดรสก.ในสังกัดกระทรวงคมนาคม ยังไม่รวมถึงปมเร่งเคลียร์ค่าโง่โฮปเวลล์,การต่อสัมปทานทางด่วน 30 ปี,การทบทวนแผนซื้อฝูงบิน 1.5 แสนล้าน จนเป็นแรงดึงดูดให้เป็น 1 ในรมต.ที่ฝ่ายค้านปัก“ใบจองกฐิน”เตรียมซักฟอกไม่ไว้วางใจปลายปีนี้

หลังผ่าผลงานจากนโยบาย-ไอเดียกระฉูดแตกของเจ้ากระทรวงหูกวาง “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ”ในรอบ 4-5 เดือนก่อนสิ้นปีและก่อนจะถูกฝ่ายจองกฐินเตรียมเปิดศึกซักฟอกอภิปรายไม่ไว้วางใจ พินิจโดยถ่องแท้แล้วยังไม่มีผลงานที่ “จับต้อง”ได้

ในทางกลับกันบางนโยบายหมิ่นเหม่  หมิ่นเหม่ต่อหลักธรรมาธิบาลและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ไม่แปลกประหลาดที่กลายเป็น “รมต.กระสุนตก” เป็นแรงดึงดูดให้สังคมวิพากษ์หนาหู พร้อมเป็น 1 ตัวยืนใน 5 รมต.ที่จะถูกฝ่ายค้านถลกหนังในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลลุงตู่

 ผลงานอันจับต้องไม่ได้-เรียกแขกพลางเขย่าเก้าอี้เจ้ากระทรวงหูกวางที่แท้ True