ปิด “อู่ฮั่น”สกัดไวรัสมรณะ ส่งออกสะดุดระยะสั้น

0
10

กัณญภัค  ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก เปิดเผยว่า ตลาดจีนเป็นตลาดการค้าหลักของไทยและอยู่ในระบบซัพพลาย เซน ต่อการส่งออกสินค้าจากจีนไปยังประเทศอเมริกา  แต่มูลค่าส่งออกปีที่ผ่านมาเริ่มลดลง   เนื่องจากผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐ- จีน  และขณะนี้จีนเกิดโรคระบาดไวรัส โคโรนา 2019 สายพันธุ์ใหม่  สรท. เป็นกังวล   แต่ผลกระทบส่งออกไทยไปจีนที่เกิดขึ้นอาจจะไม่หนักมาก  แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณสินค้าที่เราส่งออกไปถึงจีนแล้วจะการกระจายสินค้าตามปกติหรือไม่   เพราะในภาวะรัฐบาลจีนสั่งปิดเมืองอู่ฮั่น เพื่อต้องการควบคุมไม่โรคแพร่ระบายออกสู่ภายนอก 

“ การปิดเมืองบ้างเมือง มีผลต่อการกระจายสินค้าอาจจะไม่ทั่วถึง  อีกทั้งผู้จับจ่ายสินค้าชาวจีนอาจจะเป็นกังวล โดยเฉพาะคนในเมืองอู่ฮั่นต้องระวังมากในการไปซื้อขายในร้านซูเปอร์มาร์เก็ต ประกอบกับรัฐบาลจีนเองไม่อยากให้คนเดินทางทั่วประเทศ   เพราะไม่ต้องการให้เกิดเชื้อโรคแพร่กระจายรวดเร็วมาก  หากประเมินตัวเลขส่งออก หลังเหตุการณ์ไม่อาจประเมินได้ เพราะจีนประกาศปิดเมืองเมื่อสัปดาห์ที่แล้วตรงกับเป็นช่วงตรุษจีน”

การส่งออกสินค้าไทยไปจีนปี 2562 ที่ผ่านมา  จีนเป็นประเทศคู้ค้าอันดับที่3  สินค้าไทย    ส่งออกอยู่ประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่พอมองยอดส่งออกในเดือน ม.ค. 2563 ยอดส่งออกจะน้อย เพราะรัฐบาลจีนประกาศให้จีนเป็นวันหยุด 1-3 อาทิตย์  นั่นจึงไปสู่ทำไมรัฐบาลจีนปิดเมืองอู่ฮั่น เพราะช่วงตรุษจีนคนจะเดินทางออกจากเมืองอู่ฮั่น  การปิดเมืองเพราะไม่อยากให้เกิดการแพร่ของเชื้อโรค

คาดหวังค่าเงินอยู่ที่  32 บาทต่อดอลลาร์

กัณญภัคกล่าววา  ในขณะนี้ส่งออกได้รับผลกระทบจากปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า สรท.มองเห็นความเสี่ยงเกิดขึ้นเมื่อปี 62   เพราะค่าเงินบาทเริ่มต้นแต่แข็งนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2562 ค่าเงินบาทอยู่ที่ประมาณ 30 -32 บาทต่อดอลลาร์ จนกระทั่งปลายปี 62 แตะอยู่ที่ 29.80 บาท  แต่ปีนี้ในช่วงต้นเดือน ม.ค.2563 ธนาคารแห่งประเทศไทยเริ่มมองเห็น   เพราะปีที่แล้วยอดส่งออกไทยหดตัว เนื่องจากมูลค่าส่งออกลดลง 0.25% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน  ปัจจัยกระทบส่วนหนึ่งเกิดจากสงครามการค้าสหรัฐ – จีน  เศรษฐกิจโลกหดตัวลดลง ประมาณการค้าไทยเองก็ลดลง   และต่างประเทเริ่มใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น

ดังนั้น จึงทำให้การส่งออกของไทยก็ลดลงตามไปด้วย   เมื่อค่าเงินบาทลดส่งผลทำให้ต้นทุนส่งออกเป็นค่าบาทก็ลดลง   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มสินค้าเกษตร  กลุ่มสินค้าอาหาร  เมื่อผู้ประกอบการแปรค่าเงินบาทเป็นดอลลาร์ทำให้ได้รับเงินลดลงกลายเป็นส่งออกประสบปัญหาชักเนื้อตัวเอง   แต่กระนั้น เรายังโชคดีจากกรณีโรคไวรัสโคโรนา 2019 แพร่ระบาดทั่วโลก เป็นเหตุทำให้ตลาดหุ้นลดลงทั่วโลก  อีกทั้ง ค่าเงินบาทลดลงตามไปด้วย ค่าเงินบาทขณะนี้อ่อนค่าอยู่ที่  31.8 บาทต่อดอลลาร์

 “ ผู้ประกอบการส่งออกพอใจหรือไม่  ค่าเงินบาท 31.8 บาทต่อดอลลาร์คำตามคือ ยังแข็งค่าอีก  แม้ค่าเงินบาทเราอ่อน แต่ประเทศเพื่อนบ้านเราค่าเงินอ่อนค่าตาม ดังนั้น   ถ้าเป็นไปได้ผู้ประกอบการส่งออกไทยอยากให้ค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่  32 บาทต่อดอลลาร์เหมือนในปี 2562 “ “หากแนวโน้มค่าเงินจะแข็งไปกว่านี้หรือไม่   สรท.ไม่อาจจะวิเคราะห์ค่าเงินบาทว่า จะแข็งถึง 28.3  บาทต่อดอลลาร์ เหมือนกับปี 2013 หรือไม่   หากค่าเงินบาทแข็งค่าไปถึงระดับนั้นผู้ประกอบการมีสิทธิตายแน่   ขณะเดียวกัน การส่งออกของประเทศไทยต้องติดลบมาก  ดังนั้น  ในปี 2563 หากค่าเงินแข็งค่าอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์คาดหวังว่า ผู้ส่งออกพอใจ   การแก้ปัญหาค่าเงินที่ผ่านมา สรท. หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระดับค่าเงินบาทไม่ควรจะให้แข็งค่าตำกว่า 30 บาทต่อดอลลาร์  หากต่ำกว่านี้ค่าเงินบาทจะหลุดต่ำไปเรื่อยๆ ”

  การทำให้ค่าเงินบาทอ่อนอาจจะมองได้ว่า เกิดจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ  แต่สิ่งที่ สรท.เรามอง คือ ขอให้เราใช้เงินดอลลาร์ใช้เงินในประเทศได้หรือไม่  แต่ต้องดูกฎหมายอีกครั้งว่าจะสามารถทำได้หรือไม่  แต่สุดท้ายทำอย่างไรวิธีไหนก็ตามแต่  เพื่อทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง และมีเสถียรภาพ

งบฯปี 63 ล่าช้ากระทบเศรษฐกิจประเทศ

ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวถึงปัญหางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ว่า   นี่คือ ภาพเศรษฐกิจของประเทศไทย  เกิดอะไรขึ้นสภาผู้แทนราษฎรทำกันได้อย่างไร งบประมาณรายจ่ายปี 63 ล่าช้า   เมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา  การใช้จ่าย การลงทุนภาครัฐน้อยมาก   แต่จะคาดหวังการลงทุนภาคเอกชนก็ไม่ได้สูง  รวมทั้ง การบริโภคภายในประเทศก็ไม่ดีเท่าไหร่    แม้รัฐบาลจะมีโครงการ “ ชิม ช้อป ใช้” ก็ตาม แต่ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ  ประกอบมูลค่าส่งออกไทยลดลง  ดังนั้น GDP ปี 62 อัตราการเติบโตไม่ถึง 3%  เปรียบเทียบกับเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้าน GDP เติมโต 3 – 5%  

อย่างไรก็ตาม เรายังมีโครงการใหญ่อีกมาก  ซึ่งสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้เติบโตด้วย เช่น โครงการลงทุนสนามบิน โครงการขยายท่าเรือ  โครงการขนส่งทางรางคู่  เพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ ตลาดจน โครงการ EEC   โครงการขนาดใหญ่เหล่านี้น่าจะเป็นตัวกระตุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้น  เพราะเกิดการจับจ่ายทั้งระบบ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี 2563 ไม่ทราบเกิดอะไรขึ้นในสภาทำให้เกิดปัญหา    นอกจากนี้  รัฐสนับสนุนให้ไปลงทุนต่างประเทศ  

“ สรท.มองว่า  ทำไมรัฐมีเงินสำรองประเทศเป็นจำนวนมากมาย  รัฐน่าจะนำเงินสำรองเหล่านี้มาลงทุนเอง  แทนที่ให้ภาคเอกชนไปลงทุนต่างประเทศ   เช่นเดียวกับ ประเทศสิงคโปร์ ที่นำเงินมาลงทุนเองผ่านกองเทมาเซ็ง   ส่วนการส่งออกปี 63 สรท.คาดการณ์แนวโน้มไม่น่าติดลบ  ส่งออกเติบโตอยู่ที่  0 – 1 % ”