เป็นภูมิแพ้…ต้องแก้ที่ภูมิคุ้มกัน

0
507

เป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล ตลอดทั้งปี โดนฝุ่น เป็นผื่นคัน แพ้อาหาร สารพัดปัญหาอาการภูมิแพ้ที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อเป็นแล้วมีวิธีปฏิบัติตนอย่างไร สามารถหลีกเลี่ยงได้หรือไม่ ความเชื่อเมื่อเป็นภูมิแพ้มักจะมีขอบตาคล้ำ และความเชื่อที่ว่าต้องพยายามอยู่กับสิ่งที่แพ้ทีละนิด เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ สร้างภูมิคุ้มกันจริงหรือไม่ และจะมีวิธีป้องกันหรือรักษาได้อย่างไร

พญ.กฤดากร เกษรคำ ได้อธิบายเกี่ยวกับภูมิแพ้ว่า สาเหตุที่แท้จริงของโรคภูมิแพ้ คือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายของคนนั้นเองที่บกพร่อง ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านหรือแพ้สารที่ปรกติไม่ควรแพ้ เช่น ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ นมวัว โดยอาการภูมิแพ้ต่างๆ เกิดจากเซลล์ภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้นให้สร้างสารแอนติบอดี้มาจับกับสารนั้นก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีลูกโซ่นำไปสู่อาการผิดปรกติที่รู้สึกได้ ที่เรียกว่าอาการภูมิแพ้ ซึ่งจะมีทั้งคัดจมูกน้ำมูกไหล ไซนัสอักเสบ ขอบตาดำคล้ำอาการคันที่ผิวหนัง จมูก ตา มีผื่น รอยแดง ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ร่างกายบวมน้ำ ปวดศีรษะไมเกรน ปวดหลัง ปวดข้อ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งโรคภูมิแพ้จะมีอยู่ 2 แบบ โดยแบ่งตามกลไกการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารที่แพ้

แบบ 1 ระบบภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้นแล้วหลั่งสารแอนติบอดี้ชนิด IgE กลไกนี้ทำให้อาการแพ้เกิดรวดเร็ว อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ เช่น แพ้กุ้งจนหลอดลมบวม ความดันตกช็อกเสียชีวิต กลไกการแพ้แบบนี้เมื่อร่างกายสัมผัสสารที่แพ้ก็จะมีอาการภูมิแพ้ทำให้จับต้นเหตุได้ง่ายว่าแพ้อะไร

แบบ 2 ระบบภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้นแล้วหลั่งสารแอนติบอดี้ชนิด IgG กลไกนี้ทำให้เกิดอาการแพ้ที่ไม่เฉพาะ เช่น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ร่างกายบวมน้ำ ปวดศีรษะไมเกรน ปวดหลัง ปวดข้อ สมาธิสั้น เรียกภูมิแพ้แฝง ทำให้สังเกตได้ยาก ว่าแพ้อะไร ต้องใช้การตรวจเลือดว่าแพ้อะไรบ้าง ทั้งนี้การแพ้ชนิดนี้มักมีสาเหตุมาจากลำไส้รั่ว ( Leaky Gut) มีลำไส้อักเสบ ต้นเหตุจากการทานยาฆ่าเชื้อบ่อยๆ ลำไส้เสียสมดุลมีแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ (probiotic) น้อยเกินไป ทำให้ทานอาหารที่ไม่เคยแพ้ก็จะมีอาการแพ้ดังกล่าวได้

   

ในยุคปัจจุบันคนเป็นโรคภูมิแพ้กันมากจากการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุล ทานผักผลไม้น้อยเกินไป ซึ่งผักผลไม้จำเป็นต่อการรักษาสมดุล probiotic การทานยาแก้อักเสบบ่อยเกินจำเป็น ยาแก้อับเสบจะฆ่า probiotic ด้วย ทำให้ยิ่งทานยาแก้อักเสบยิ่งป่วย ทานหวานจัด ดื่มแอลกอฮอล์ นอนดึก เครียด พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแย่ลง ป่วยง่าย แพ้โน่นแพ้นี่ไปหมด อย่างไรก็ตามขบวนการรักษาต้องเริ่มต้นหาว่าเราแพ้อะไรบ้าง โดยตรวจปฏิกิริยาทางผิวหนัง และ การตรวจเลือด ระดับความรุนแรงการแพ้เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป สำหรับแพทย์ด้านแอนไทเอจจิ้ง จะมุ่งเน้นที่การเสริมระบบภูมิคุ้มกันทั้งร่างกายให้แข็งแรงสมดุล ซึ่งขบวนการรักษาต้องเริ่มที่ระดับเซลล์ โดยมีวิธีปฏิบัติตนดังนี้

  1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 6-8 ชม.
  2. ออกกำลังกายอย่างพอดี เฉลี่ย ออกกำลังกาย 30-45 นาที สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง
  3. ทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่หวานจัด มันจัด หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  4. ไม่ควรซื้อยาแก้อักเสบทานเองอาจทำให้ใช้ยาแก้อักเสบมากเกินจำเป็น นอกจากทำให้เชื้อดื้อยาแล้วยังทำให้ลำไส้ไม่แข็งแรง มี probiotic ไม่เพียงพอ ภูมิคุ้มกันโดยรวมยิ่งอ่อนแอ
  5. ลดการกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกัน คือหลีกเลี่ยงสัมผัสสารที่แพ้ หรือรับประทานอาหารที่แพ้ จัดสภาพแวดล้อมห้องพักอาศัยให้เหมาะสม สะอาดปราศจากสารแพ้ให้มากที่สุด
  6. ปรับเสริมเซลล์ภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงสมดุล เช่น เสริมวิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนต่างๆอย่างเหมาะสม การรักษาด้วย เลเซอร์บำบัด (medical laser) และการปรับเม็ดเลือดขาวด้วยแสงอัลตร้าไวโอเลต (Ultraviolet blood therapy) เป็นต้น
  7. ปรับสมดุลพลังงานร่างกายกับสารต่างๆที่แพ้ให้เข้ากันได้ เพราะบางครั้งเราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงสารที่เราแพ้ได้ทั้งหมด