กทท.รุกพัฒนาคลังสินค้าขาเข้าท่าเรือกรุงเทพ รองรับท่าเรือยุคไทยแลนด์ 4.0

0
196

การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยบูรพา จัดสัมมนาประชาสัมพันธ์เชิงรุก ครั้งที่ 2 ภายใต้ โครงการพัฒนาคลังสินค้าขาเข้าท่าเรือกรุงเทพ เพื่อให้เป็นท่าเรือยุคใหม่ไทยแลนด์ 4.0

 

 

เรือโทชำนาญ ไชยฤทธิ์ ผู้อำนวยการท่าเรือกรุงเทพ เปิดเผยว่า ท่าเรือกรุงเทพมีอายุการใช้งานกว่า 65 ปี โรงพักสินค้ามรสภาพชำรุดทรุดโทรม ต้องเสียค่าบำรุงรักษาเป็นจำนวนมาก ท่าเรือกรุงเทพจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติงานให้เป็นรูปแบบที่คล่องตัว ทันสมัย และใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างสูงสุด โดยรวมโรงพักสินค้า และคลังสินค้าท่าเรือกรุงเทพมาไว้ในจุดเดียวกัน พร้อมทั้งสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกครับถ้วน ไว้บริเวณลานบรรจุสินค้าเพื่อการส่งออกในปัจจุบันจำนวน 120 ไร่ (192 ตารางเมตร) ติดถนนอาจณรงค์ เพื่อให้มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยยิ่งขึ้น อีกทั้งยังแก้ไขปัญหาการจราจรโดยรอบ และสามารถที่จะพัฒนาต่อยอดการใช้ประโยชน์ไปสู่กิจกรรมการให้บริการใหม่ๆ ที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มแก่การท่าเรือฯ โดยท่าเรือกรุงเทพ ได้มีการจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาโครงการดังกล่าว ให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมและสามารถนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจได้ตามแผนที่กำหนดไว้ต่อไป

ด้าน รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา ผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในอนาคตอันใกล้ถ้าหากคลังสินค้าไม่มีระบบไอที เข้ามาช่วย คลังสินค้าแห่งนั้นก็เตรียมตัวตายได้เลย และมีหลายแห่งที่ยังไม่ปรับตัวตามยุคใหม่ ก็ต้องทยอยตายตามกันไป แต่คลังสินค้าที่มาอนาคตจะเป็นคลังสินค้าที่อยู่บริเวณแถบภาคอีสาน ดังนั้น ประเทศไทยต้องปรับตัวตามโลกยุคใหม่ด้วย

ขณะที่ นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ นายกสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (TIFFA) กล่าวว่า อยากเห็นโครงการดังกล่าว ออกมาเป็นรูปธรรมและสามารถพัฒนาได้โดยเร็ว เพราะโลกปัจจุบันรอช้าไม่ได้แล้ว ถ้าคลังสินค้าบริหารจัดการได้ตามแผนที่วางไว้ จะสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับการท่าเรือฯ กลุ่มรถบรรทุก กลุ่มผู้ประกอบการ และกลุ่มโลจิสติกส์ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาธุรกิจโลจิสติกส์หาเงินเข้าประเทศได้ต่อปีมูลค่ามหาศาล ถ้าภาครัฐสนับสนุนภาคโลจิสติกส์จนสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ จะสามารถเพิ่มรายได้ในการขนส่งทางอากาศ มูลค่ากว่า 41,000 ล้านบาท/ปี และเพิ่มรายได้จากการขนส่งสินค้าทางทะเล มูลค่ากว่า 35,000 ล้านบาท/ปี รวมที่ประเทศจะได้รับมูลค่ากว่า 76.000 ล้านบาท/ปี จึงอยากให้ภาครัฐสนับสนุนภาคโลจิสติกส์อย่างจริงจัง