เปิดใจ “ผู้ว่าม้าเหล็ก” กับภารกิจพลิกโฉม ร.ฟ.ท. “เราจะกลับมาเป็นความหวังของคนไทยอีกครั้ง”!

0
242

 

hualumongแม้อดีตบิ๊กบอส บ.ข.ส. “วุฒิชาติ กัลยาณมิตร”ผู้ที่เคยฝากฝีไม้ลายมือด้วยการเป็นแม่ทัพนำพา บ.ข.ส.พุ่งชนความสำเร็จในฐานะบริษัทที่มีรายได้ทะยานสูง ต่อเนื่องทุกปี จนเป็นที่ยอมรับในประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการองค์กร แต่ทันทีที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) รัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนย่อยยับและมีหนี้สินสะสมกว่าแสนล้านบาท จึงถูกจับตาเป็นพิเศษว่าจะสามารถขับเคลื่อน “องค์กรม้าเหล็ก”แห่งนี้ไปได้ดีมากน้อยเพียงใด

เป็นที่ทราบกันดีว่ากิจการรถไฟไทยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน 118 ปี ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน จากรอยอดีตที่เคยรุ่งเรืองสุดขีดในเอเชียเหตุเพราะบุกเบิกก่อนใคร แต่ปัจจุบันกลับตาลปัตรกลายเป็นองค์กรที่ถูกสารพัดปัญหารุมเร้า และหมักหมมซะจนยากที่ผู้ว่าฯรถไฟท่านใดจะเป็น “พระเอกขี่ม้าขาว” พลิกตำราฟื้นกิจการให้คืนชีพได้ในเวลาอันรวดเร็ว มิหนำซ้ำยังถูกประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศแซงหน้าไม่เห็นฝุ่นแล้ว

ดังนั้น การเร่งฟื้นฟูกิจการ การแก้ไขปัญหาที่ถูกหมักหมมมานาน การพลิกโฉมภาพลักษณ์องค์กร รวมถึงการเดินหน้าลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติด้านคมนาคมของรัฐบาลที่มีเม็ดเงินสูงถึง 1.9 แสนล้านบาท ถือเป็นภารกิจที่ท้าทายและสุดหินที่“ผู้ว่าม้าเหล็ก”อย่างอดีตบิ๊กบอส บ.ข.ส.“วุฒิชาติ กัลยาณมิตร” จะสามารถปลดล็อคกิจการที่เต็มไปด้วยสารพัดปัญหาแห่งนี้

 wuttichart

Logistics Time ได้สัมภาษณ์ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) “วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ถึงแนวคิดและวิสัยทัศน์ในการยกระดับและพลิกโฉมภาพลักษณ์องค์กรที่ถูกค่อนแคะว่า “ล้าหลัง” แห่งนี้ รวมถึงเร่งฟื้นฟูกิจการ การแก้ไขสารพัดปัญหา และความคืบหน้าโครงการก่อสร้างเมกะโปรเจ็กต์ในส่วนความรับผิดชอบร.ฟ.ท. ดังนี้

นับตั้งแต่ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าฯร.ฟ.ท.จวบถึงขณะนี้ก็ครบขวบปีแล้ว ก่อนหน้าที่จะรับตำแหน่งนี้ผมทราบว่าถูกจับตาเป็นพิเศษถึงการแก้ไขสารพัดปัญหาที่ถูกหมมมานาน ทั้งปัญหาด้านการบริหารจัดการภายในองค์กร ปัญหาด้านการบริการ ความล่าช้าในการเดินรถ ความสะอาดภายในโบกี้ ความปลอดภัยในชีวิตของผู้โดยสาร หรือแม้แต่การเร่งฟื้นฟูกิจการ ซึ่งเป็นปัญหาที่ท้าทายและรอการแก้ไขอยู่เบื้องหน้า ผมมองว่าเป็นภารกิจสุดหิน แต่ก็ใช่จะยากเกินความสามารถ ผมพร้อมที่จะทุ่มเทในการขับเคลื่อนองค์กรที่มีประวัติศาสตร์แห่งนี้ให้ก้าวไปข้างหน้า เพื่อพุ่งชนวิสัยทัศน์รถไฟไทยในทศวรรษใหม่ มุ่งสู่ความเป็นเลิศในการให้บริการระบบราง ที่สะดวก ตรงต่อเวลา และปลอดภัย ปรารภแรกของผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) “วุฒิชาติ กัลยาณมิตร”

ปรับภาพลักษณ์องค์กรในทุกมิติ

นอกจากนี้ นายวุฒิชาติ เปิดเผยอีกว่าหลังเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าฯร.ฟ.ท. ผมก็เร่งเดินหน้าภารกิจที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยภารกิจแรกจะเป็นด้วยเรื่องการปรับปรุงภาพลักษณ์ในทุกมิติ ไม่ว่าจะป็นด้านความปลอดภัยของผู้โดยสาร ต้องบอกว่าร.ฟ.ท.ยังรักษามาตรฐานด้านความปลอดภัยมาโดยตลอด แต่ก็ต้องยอมรับว่าเรามีสายทางรถไฟทั่วประเทศที่ยาวกว่า 4,000 กิโลเมตร และมากกว่า 90% เป็นแบบรางเดี่ยว ซึ่งไม่ได้มีการปรับปรุงมานาน ประกอบกับการรถไฟต้องเปิดให้บริการเดินรถตลอดเวลา เวลาซ่อมบำรุงจะทำได้ไม่เต็มที่ ต้องซ่อมแบบค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ เรายังเข้มงวดเรื่องแอลกอฮอล์กับพนักงานให้บริการบนขบวน ซึ่งแอลกอฮอล์ต้องเป็น 0 ทุกราย

“ด้านความสะอาดนั้น เรามีนโยบายเร่งด่วนให้มีการปรับปรุงห้องน้ำที่สถานีหัวลำโพงใหม่ โดยนำนวัตกรรมที่ทันสมัยถูกสุขอนามัยมาให้บริการประชาชน โดยได้เปิดได้ในวันที่ 2 เม.ย.ในปีผ่านมาแล้ว จากนั้นก็เริ่มทยอยปรับปรุงทุกสถานี ส่วนการปรับปรุงห้องน้ำบนขบวนรถไฟได้มีการปรับปรุงใหม่ทั้งหมดเช่นกัน ส่วนการปรับปรุง “จุดตัดรถไฟ” และทางลักผ่าน โดยได้เร่งรัดติดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัย หรือไม้กั้นอัตโนมัติที่จุดตัดและทางลักผ่านกว่า 1,359 แห่งทั่วประเทศ โดยเราได้รับการจัดสรรงบประมาณ 58.4 ล้านบาท เพื่อติดตั้งสัญญาณไฟกะพริบเตือนตามจุดลักผ่าน 584 แห่ง และได้รับงบประมาณ 403 ล้านบาท เพื่อการติดตั้งระบบไม้กั้นจุดตัดรถไฟ ซึ่งจะดำเนินการติดตั้งก่อน 130 แห่ง โดยเป็นระบบไม้กั้นระบบอัตโนมัติไม่ต้องใช้คนควบคุม และจะของบประมาณติดตั้งไม้กั้นอัตโนมัติอีก 200 แห่งในวงเงิน 600 ล้านบาท ส่วนเรื่องความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุรถไฟตกราง เรามีแผนปรับปรุงและซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้บริการการเดินรถดีขึ้น โดยจะมีการเปลี่ยนรางไม้หมอนที่ชำรุด”

ส่วนการจัดหาหัวรถจักรและขบวนรถใหม่นั้น ผู้ว่าฯร.ฟ.ท.ระบุว่าหลังจากที่เราได้จัดซื้อ 20 หัวรถจักรใช้งานไปแล้วในช่วงปีที่ผ่านมานั้น เมื้อวันที่ 27 ม.ค.59 ที่ผ่านมานี้ ได้มีผู้มาซื้อเอกสารประกวดราคาโครงการจัดซื้อ 50 หัวรถจักรวงเงินกว่า 5 พันล้านบาท ทั้งหมด 14 รายก็จะทยอยยื่นเอกสารประกวดราคา ก่อนที่จะเร่งพิจารณาคุณสมบัติ ด้านเทคนิค และด้านราคาให้แล้วเสร็จเพื่อเสนอกระทรวงคมนาคมและครม.อนุมัติเซ็นสัญญากับผู้ผ่านการพิจารณาและตรงตามคุณสมบัติต่อไป

“โดยทั้ง 50 หัวรถจักร ร.ฟ.ท.จะนำไปใช้ลากรถขบวนสินค้า รถโดยสารในเส้นทางต่างๆต่อไป นอกจากนั้น ร.ฟ.ท.ยังมีแผนเช่า 20 หัวรถจักรวงเงินหัวละประมาณ 120-150 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้งานทดแทนหัวรถจักรที่ใช้งานมานาน มีสภาพเก่าให้สามารถขนส่งสินค้าได้มากขึ้น เช่นเดียวกับเดือนมิถุนายน 2559 นี้ จะทยอยรับ 115 ขบวนรถโดยสารที่จะนำมายกระดับการบริการภายหลังจากที่เซ็นสัญญาไปตั้งแต่ปี 2557”

4444

เร่งสปีดรถไฟทางคู่ 7 เส้นทาง

สำหรับการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ขนาดราง 1 เมตร หรือ “เมเตอร์ เกจ นั้น นายวุฒิชาติ เปิดถึงรายละเอียดว่ารัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาทางรถไฟขนาด 1 เมตรที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพราะเป็นโครงข่ายระบบรางพื้นฐานของประเทศไทย ที่จะสามารถพัฒนาให้ระบบรางเป็นการขนส่งหลักได้ในระยะเร่งด่วน โดยจะก่อสร้างรถไฟทางคู่ 7 เส้นทาง ระยะทางรวม 993 กิโลเมตร โดยช่วงฉะเชิงเทรา – คลองสิบเก้า – แก่งคอย เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2561

“การก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลตะวันออกช่วงฉะเชิงเทรา – คลองสิบเก้า – แก่งคอย ระยะทาง 106 กิโลเมตร งบประมาณ 9,825.81 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาดำเนินงาน 36 เดือน หรือแล้วเสร็จกุมภาพันธ์  2562 แบ่งเป็น 2 สัญญา ประกอบด้วย สัญญาที่ 1 งานก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-วิหารแดง และช่วงบุใหญ่- แก่งคอย พร้อมทางคู่เลี่ยงเมือง (Chord Lines) 3 แห่ง (ฉะเชิงเทรา บ้านภาชี และแก่งคอย)  ระยะทางรวมประมาณ  106  กิโลเมตร ใช้งบประมาณ 9,825.81  ล้านบาท ขณะที่สัญญาที่ 2 งานก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ช่วงวิหารแดง-บุใหญ่  ระยะทาง 9  กิโลเมตร  และอุโมงค์รถไฟลอดใต้เขาพระพุทธฉาย  1.2  กิโลเมตร งบประมาณ 407.04 ล้านบาท”

6666

อย่างไรก็ดี ผู้ว่าฯร.ฟ.ท.ระบุอีกว่าเส้นทางนี้ยังสามารถรองรับการขนส่งสินค้าระหว่างพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกและท่าเรือแหลมฉบังกับพื้นที่บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น น้ำมัน ก๊าซ LPG ปูนซีเมนต์ สินค้าบรรจุคอนเทนเนอร์ อีกทั้งยังสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่ง (Modal Shift) ไปสู่ระบบรางและสนับสนุนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการกระจายสินค้าให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มความจุสูงสุดของทางในระบบทำให้ขนส่งสินค้าได้มากขึ้น ในขณะที่ค่าขนส่งลดต่ำลง เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น

“ส่วนช่วงชุมทางถนนจิระ – ขอนแก่น ก็ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2561 เช่นกัน ขณะที่ช่วงประจวบคีรีขันธ์ – ชุมพร และช่วงมาบกะเบา – ชุมทางถนนจิระ อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ ช่วงลพบุรี  – ปากน้ำโพ, ช่วงนครปฐม – หัวหิน  และช่วงหัวหิน – ประจวบคีรีขันธ์ อยู่ในระหว่างการพิจาณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คาดได้รับการอนุมัติภายในปี 2559

รถไฟไทย-จีน ตอกเสาเข็มกลางปี

ส่วนแผนขยายการลงทุนเส้นทางรถไฟใหม่ รวมถึงโครงการรถไฟกึ่งความเร็วสูงของรัฐบาลนั้น นายวุฒิชาติ ระบุว่า โครงการความร่วมมือรถไฟไทย-จีน จะมีประโยชน์ต่อการพัฒนาในหลายๆด้าน ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการเพิ่มศักยภาพระบบขนส่งประเทศ ซึ่งเป็นรถไฟทางคู่ขนาดราง 1.435 เมตร ประกอบด้วยเส้นทางหนองคาย-นครราชสีมา-แก่งคอย-มาบตาพุด และแก่งคอย-กรุงเทพฯ ระยะทาง 873 กิโลเมตร

“ร.ฟ.ท.ได้ให้ความร่วมมือกับกระทรวงคมนาคมและรัฐบาลจีนอย่างเต็มที่ โดยการประชุมคณะทำงานร่วมครั้งที่ 10 ในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้ จะมีการหารือเรื่องการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนให้แล้วเสร็จก่อนการก่อสร้าง เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าแต่ละฝ่ายจะมีสัดส่วนการลงทุนเท่าใด โดยฝ่ายไทยยังคงต้องการเสนอให้ฝ่ายจีนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนตั้งแต่การก่อสร้างตลอดจนการเดินรถ ขณะที่ทางฝ่ายจีนมองว่าโครงการดังกล่าวอยู่ในประเทศไทย และหากจะให้จีนลงทุนมากขึ้นก็ต้องมีเงื่อนไขเพิ่ม โดยการขอสิทธิประโยชน์ 2 ข้างทางที่จีนจะดำเนินการแต่ละสถานี รวมทั้งทำโครงการที่จะเป็นประโยชน์ตามแนวเส้นทาง ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวไม่อยู่ในเงื่อนไขการเจรจา ดังนั้น จะต้องมีการเจรจาในระยะต่อไป สำหรับมูลค่าของโครงการยังไม่ได้มีการสรุป และยังต้องศึกษาต่อไป แต่ยืนยันว่าจะไม่เกินกรอบวงเงินที่ยอมรับได้แน่นอน ส่วนการก่อสร้างยังคงเป้าหมายไว้ที่กำหนดการณ์เดิม คือ วางเสาเข็มในช่วงเดือนพฤษภาคมปีนี้ และจะดำเนินการไปคู่ขนานกับการพัฒนาทางรถไฟขนาดทาง 1 เมตร”

สร้างรายได้เชิงพาณิชย์ “ที่ดิน”ล้างหนี้

ส่วนแผนฟื้นฟูกิจการและการล้างขาดทุนสะสมกว่าแสนล้านบาทของกิจการรถไฟนั้น ผู้ว่าฯร.ฟ.ท.ให้ทัศนะว่าก่อนอื่นต้องขอความเป็นธรรมให้กับร.ฟ.ท.ด้วย เพราะหนี้สินสะสมกว่าแสนล้านไม่ได้เกิดจากการบริหารกิจการรถไฟอย่างเดียว แต่หากยังเกิดผลพวงจากการทำตามนโยบายเชิงสังคมของทุกรัฐบาลที่ผ่านมาด้วย หากเป็นหนี้ของร.ฟ.ท.เองเราก็ต้องหาทางแก้ไขด้วยตัวของเราเอง แต่หากเป็นหนี้ที่เกิดจากผลพวงนโยบายเชิงสังคมภาครัฐแล้ว ภาครัฐเองก็ควรเข้ามาช่วยรถไฟรับผิดชอบด้วย

“ส่วนกรณีที่ผู้เสนอให้เอาที่ดินของร.ฟ.ท.ไปแลกใช้หนี้สะสมนับแสนล้านบาท  ในเรื่องนี้ผมยืนยันและชัดเจนมาตลอดว่าไม่เห็นด้วย เพราะที่ดินทั้งหมดของร.ฟ.ท.ที่มีอยู่ทั่วประเทศ หากเราสามารถบริหารจัดการที่ดินเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วล่ะก็ มันจะสร้างประโยชน์ให้กับกิจการรถไฟได้มากกว่า ในเรื่องนี้เราได้เร่งสำรวจที่ดินรถไฟที่มีกว่า 200,000 ไร่ ซึ่งมีที่ดินเชิงพาณิชย์อยู่ 100,000 ไร่ มูลค่ากว่า 400,000 ล้านบาททั่วประเทศ เพื่อจัดเก็บข้อมูลที่ดินทุกแปลงใหม่ว่า ราคาประเมิน ราคาตลาด ราคาซื้อขายจริงเท่าไหร่ เพื่อนำมาใช้ประกอบแผนการพัฒนาที่ดินและเพิ่มรายได้แก่ร.ฟ.ท. เพราะขณะนี้เรายังเก็บรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่ เชื่อว่าหากปรับฐานข้อมูลใหม่ จะทำให้การรถไฟฯมีรายได้เพิ่มไม่ต่ำกว่า 20%”

อย่างไรก็ดี นายวุฒิชาติ สรุปปิดท้ายถึงการพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ว่าเรามีแนวคิดจะเปิดให้เอกชนมาลงทุนเช่าที่ดินของการรถไฟฯที่มีอยู่ทั่วประเทศ โดยการรถไฟฯก็เก็บเช่าที่ดินจากเอกชน รวมถึงการพัฒนาด้านสวัสดิการแก่พนักงาน เช่น ที่ดิน จ.กาญจนบุรี เนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ มีแนวคิดจะสร้างศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรของการรถไฟฯ ซึ่งปัจจุบันเรายังไม่มีศูนย์ฝึกเป็นของตนเองเพื่อรองรับเทคโนโลยีระบบรางที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหลังไทยมีการลงทุนใหม่ทั้งรถไฟรางมาตรฐานและรถไฟความเร็วสูง

แผนระยะต่อไปจะว่าด้วยการปรับโครงสร้างภายในองค์กรใหม่ ด้วยการจัดตั้ง “หน่วยธุรกิจหรือ BU (Business Unit) เช่น การจัดตั้งหน่วยธุรกิจการเดินรถ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ ร.ฟ.ท. เปิดโอกาสให้มืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการ และมีการแยกบัญชีออกจากกันชัดเจน รวมถึงการบริหารทรัพย์สินที่ดินรถไฟ ที่ต้องแยกเป็นหน่วยธุรกิจหรือ BU ออกมาเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาบุคลากรของเรายังไม่มีความชำนาญด้านการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น การเปิดให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการก็น่าจะเป็นแนวทางที่ทำให้ร.ฟ.ท.มีอนาคตที่ดีได้ ผมเชื่อเหลิอเกินว่าหากทุกภาคส่วนในองค์กรของเราร่วมเป็นหนึ่งเดียว ดึงศักยภาพของทุกคนออกมาใช้อย่างเต็มที จับมือกันแล้วก้าวเดินไปในทิศทางเดียวกันด้วยพลังของคนการรถไฟฯ เชื่อแน่ว่าจะเป็นการร่วมกันพลิกโฉมภาพลักษณ์ใหม่ในทศวรรษใหม่ เพื่อที่เราจะเราจะกลับมาเป็นความหวังของคนไทยอีกครั้ง”

ทั้งหมดทั้งมวล คือแนวคิดและวิสัยทัศน์ของผู้ว่าฯร.ฟ.ท. “วุฒิชาติ กัณยาณมิตร” กับภารกิจเร่งแก้ไขสารพัดปัญหาที่หมักหมกมานาน  ผู้ที่จะนำพา “องค์กรม้าเหล็ก” ที่มีประวัติศาสตร์คู่กับสังคมไทยมานานถึง 118 ปี ฝ่าวงล้อมทุกปัญหาพร้อมพุ่งชนบริบทใหม่ แม้จะเป็นภารกิจสุดท้ายและสุดหินก็ตาม แต่หากคนรถไฟร่วมมือกันเต็มศักยภาพก็ง่ายต่อการ  “ปลดแอก” กิจการที่เต็มไปด้วยปัญหาแห่งนี้ได้

หากกลับตาลปัตรแล้วล่ะก็ วลีสุดคลาสสิคที่ว่า ‘รถไฟไทย ถึงก็ช่าง…ไม่ถึงก็ช่าง” ก็ยังจะถูกค่อนแคะจากสังคมตลอดไป!