กทท.เดินหน้าภารกิจประตูการค้าหลักประเทศต่อเนื่อง ยันความพร้อมให้บริการตลอด 24 ชม.

0
2

การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ยืนยันพร้อมให้บริการท่าเรือหลักตามแผนยุทธศาสตร์ หนุนระบบโลจิสติกส์ประเทศและการค้าระหว่างประเทศให้สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมีเสถียรภาพ ตอกย้ำบทบาทในฐานะกลไกสำคัญการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและระบบโลจิสติกส์ภาพรวมประเทศ เสริมสร้างความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและผู้ใช้บริการทุกภาคส่วน

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. เปิดเผยว่า กทท. มีบทบาทสำคัญในการดูแลให้การขนส่งสินค้าทางน้ำของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้กำชับให้ทุกหน่วยงานรักษามาตรฐานการปฏิบัติงานทุกด้านทั้งความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก และการบริหารจัดการพื้นที่ท่าเรืออย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณการขนส่งและความต้องการของลูกค้าและผู้ประกอบการได้อย่างเหมาะสม

ปัจจุบันท่าเรือในกำกับดูแลของ กทท. ทั้งท่าเรือกรุงเทพ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือระนอง ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน และท่าเรือเชียงของ ยังคงเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้มาตรฐานสากล และมีการติดตามสถานการณ์การปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าและรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานของประเทศ

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร กล่าวต่อว่า ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 75 กทท. ยังเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ อาทิ โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โครงการพัฒนาท่าเรือบก การพัฒนาเส้นทางเชื่อมต่อท่าเรือกรุงเทพกับทางพิเศษ สายบางนา – อาจณรงค์ (S1) รวมถึงโครงการพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าท่าเรือกรุงเทพและศูนย์เชื่อมโยงการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport & Distribution Center) ขณะเดียวกัน กทท. ยังมีโครงการพัฒนาท่าเรือฝั่งตะวันตกเป็นท่าเรืออัตโนมัติ และผลักดันเส้นทางขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบ โดยใช้ท่าเรือระนองเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการค้าไปยังกลุ่มประเทศ BIMSTEC เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์ เสริมความแข็งแกร่งของประเทศไทยในระดับภูมิภาค

กทท. พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการเสริมพลังอนาคตประเทศไทย ผ่านระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพและทันสมัย ควบคู่กับการพัฒนามาตรฐานการดำเนินงานให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยคำนึงถึงความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การเติบโตของระหว่างประเทศเป็นไปอย่างมั่นคง อันจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศในเวทีการค้าโลกต่อไป