แฉเบื้องหลัง AOT โขกขึ้นค่า PSC 1,120 บาท สวนนโยบายรัฐ ทุบซ้ำท่องเที่ยวที่ยังโงหัวไม่ขึ้น ชี้เงินรายได้ไม่เข้ารัฐแต่เอาไปอุดรูรั่ว ทอท. ที่ชักหน้าไม่ถึงหลังจากการแก้สัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรี อุ้ม “คิงเพาเวอร์” ผลงานอื้อฉาวของ “สุริยะ” ทิ้งไว้ดูต่างหน้า
ผู้สื่อข่าวรายงานกรณี บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เตรียมปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) จาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท ตั้งแต่ 20 มิถุนายน 2569 นี้ ท่ามกลางกระแสคัดค้านอย่างหนักหน่วงจากภาคธุรกิจท่องเที่ยวที่เห็นว่า จะส่งผลกระทบต่อปริมาณผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวอย่างหนัก เป็นการทุบซ้ำสถานการณ์ท่องเที่ยวของประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่แล้ว

แม้ ทอท. จะอ้างว่า เป็นการขึ้นค่า PSC ผู้โดยสารขาออก แต่ก็ไม่ต่างจากการมัดมือชกเอาจากผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวอยู่ดี เพราะทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ที่สำคัญการปรับขึ้นค่า PSC ดังกล่าว ไม่ได้นำเงินไปลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านท่องเที่ยวหรือปรับปรุงบริการเพื่อนักท่องเที่ยวตามที่ ทอท. กล่าวอ้าง เพราะเงินที่จัดเก็บได้ไม่ได้ถูกส่งเข้ารัฐอย่างที่ทุกฝ่ายเข้าใจ แต่เป็นเงินรายได้ของ ทอท. ที่คาดว่า จะทำให้มีรายได้จากส่วนนี้เพิ่มประมาณปีละ 1 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม PSC ดังกล่าว มีการวิพากษ์อย่างกว้างขวางว่า เป็นความพยายามกลบเกลื่อนความล้มเหลวในการบริหารงานของ ทอท. เอง ที่เกิดจากการแก้ไขสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีให้แก่กลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรีฯ จนทำให้รายได้ ทอท. ชักหน้าไม่ถึงหลัง รายได้ปีละหลายหมื่นล้านขาดหายไป จนต้องดิ้นรนหาทางเก็บเอาจากค่าธรรมเนียมผู้โดยสารในเที่ยวบินระหว่างประเทศทดแทนหรือไม่
“จริงๆ แล้ว ปริมาณผู้โดยสารระหว่างประเทศผ่านสนามบิน ทอท. ปีละเกือบ 40 ล้านคนนั้น สามารถจะทำให้ ทอท. มีเม็ดเงินหล่อเลี้ยงองค์กรได้อย่างเหลือเฟืออยู่แล้ว แต่เพราะการดั้นเมฆไปแก้ไขสัญญาสัมปทานอุ้มกิจการดิวตี้ฟรีของเอกชน ทำให้รายได้จากค่าสัมปทานที่เคยได้รับหดหายไป จนต้องดิ้นพล่านหารายได้ด้านอื่นมาชดเชย และก็มาลงเอากับผู้โดยสารระหว่างประเทศจนเดือนร้อนกันไปทั่ว”

แหล่งข่าวในกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า สถานะของ ทอท. คาดว่า จะได้รับกระทบด้านรายได้อย่างหนักจากการแก้ไขสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีและกิจการเชิงพาณิชย์อุ้มบริษัทเอกชนนั้น มีแนวโน้มว่า จะทำให้ ทอท. มีสถานะไม่ต่างจากบริษัท ทีโอทีจำกัด (มหาชน) หรือ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ในปัจจุบัน ที่เคยมีรายได้หลักจากค่าสัมปทานจากกิจการมือถือ แต่เมื่อรายได้ส่วนนี้หายไปก็ทำให้กิจการทีโอทีทรุดลงจนแทบไม่เหลือเค้าความยิ่งใหญ่เช่นในอดีต

ทั้งนี้ มีรายงานว่า การแก้ไขสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีดังกล่าว ถือเป็นอีกผลงานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เมื่อครั้งเป็นรองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ในรัฐบาลเพื่อไทย (พท.) ที่ทิ้งไว้ดูต่างหน้า เพราะเป็นคนตั้งบอร์ด ทอท. และไฟเขียวการแต่งตั้ง นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ ขึ้นมาเป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ทั้งที่มีปัญหาถูกร้องเรียนด้านคุณสมบัติมาตั้งแต่ต้น และเมื่อเมื่อเจ้าตัวเข้ามาก็เดินหน้าแก้ไขสัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรีโดยต่อขยายสัญญาออกไป 2-5 ปี ทั้งที่การดำเนินการดังกล่าวขัดแย้งกับรายงานข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตที่ ป.ป.ช. ส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ดำเนินการวางมาตรการแก้ไขไม่ให้รัฐเสียประโยชน์ แต่บอร์ดและฝ่ายบริหาร ทอท. กลับเดินหน้าแก้ไขสัญญาก่อนที่บอร์ด ทอท. จะตบเท้าลาออกไปในที่สุด








































