กรมรางฯลุยตรวจความพร้อมระบบอาณัติสัญญาณฯ ทางคู่ “ลพบุรี – ปากน้ำโพ” เตรียมเปิดใช้งานเต็มรูปแบบตุลาคม 2569 ยกระดับความปลอดภัยและความตรงต่อเวลาการเดินรถสายเหนือ พร้อมประสานผู้ให้บริการระบบรางเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางกลับของประชาชนช่วงหยุดยาว

นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง พร้อมคณะเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางราง (ขร.) ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม พร้อมทั้งตรวจความพร้อมและความปลอดภัยของระบบฯ โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงลพบุรี – ปากน้ำโพ ระหว่างวันที่ 30 – 31 กรกฎาคม 2569 เพื่อติดตามความคืบหน้างานติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณก่อนเปิดใช้งานระบบอย่างเต็มรูปแบบในเดือนตุลาคม 2569
การลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะ ขร. ได้เข้าตรวจเยี่ยมและทดสอบความพร้อมในจุดสำคัญ ได้แก่ สถานีนครสวรรค์ สถานีปากน้ำโพ และศูนย์ควบคุมการเดินรถจากศูนย์กลาง (Central Traffic Control : CTC) แห่งใหม่ ณ สถานีนครสวรรค์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการควบคุมการเดินรถด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการขบวนรถให้มีความแม่นยำ ปลอดภัย และลดระยะเวลาการเดินรถ
นายพิเชฐ กล่าวว่า ระบบอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคมถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการควบคุมการเดินรถให้เป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยทำหน้าที่ควบคุมเส้นทางเดินรถ ตรวจสอบตำแหน่งขบวนรถ รวมถึงสนับสนุนการปฏิบัติงานของพนักงานควบคุมการเดินรถ เจ้าหน้าที่ประจำสถานี และพนักงานขับรถ ปัจจุบันระบบฯ ในเส้นทางดังกล่าวมีความคืบหน้ากว่าร้อยละ 95 คงเหลือเพียง 2 สถานีที่อยู่ระหว่างการทดสอบระบบ และยังพบปัญหาการลักลอบตัดสายอาณัติสัญญาณบริเวณสถานีลพบุรี 2 ซึ่ง ขร. ได้กำชับให้การรถไฟแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินงานในส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จโดยเร็ว พร้อมเพิ่มมาตรการป้องกันการลักลอบตัดสายระบบอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม หากสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ ให้ รฟท. ดำเนินคดีถึงที่สุด
นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า การเปลี่ยนมาใช้ระบบอาณัติสัญญาณรูปแบบใหม่ พร้อมศูนย์ควบคุมการเดินรถ จะช่วยลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณเที่ยวรถไฟในอนาคต
สำหรับช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา มีประชาชนใช้บริการระบบรางเป็นจำนวนมาก โดยตั้งแต่วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2569 มีผู้ใช้บริการรถไฟระหว่างเมืองเฉลี่ยวันละ 98,000 คน-เที่ยว และเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 มีผู้ใช้บริการสูงสุด จำนวน 107,033 คน แบ่งเป็นผู้โดยสารขบวนรถเชิงพาณิชย์ 42,893 คน และขบวนรถเชิงสังคม 64,140 คน ทั้งนี้ คาดว่าประชาชนจะทยอยเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร ขร. จึงได้ประสาน รฟท. จัดเตรียมพ่วงตู้โดยสารเพิ่มเติมในขบวนรถที่มีผู้โดยสารหนาแน่น เพื่อรองรับการเดินทางกลับของประชาชน พร้อมประสานผู้ให้บริการรถไฟฟ้าเตรียมความพร้อมและติดตามปริมาณผู้โดยสารผ่านกล้องโทรทัศน์วงจรปิดที่เชื่อมต่อมายังศูนย์ควบคุมการเดินรถไฟฟ้า เพื่อพิจารณาเพิ่มความถี่ในการเดินรถช่วงที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ใช้ระบบราง
นายพิเชฐ กล่าวปิดท้ายว่า “การลงพื้นที่ตรวจความพร้อมในครั้งนี้เพื่อตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุดก่อนเปิดใช้งานระบบอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม 2569 นอกจากนี้ ขร. ได้ประสานงานร่วมกับ รฟท. และผู้รับจ้างอย่างใกล้ชิด เพื่อให้งานแล้วเสร็จสมบูรณ์ตามแผน ซึ่งเมื่อระบบเปิดใช้งานครบถ้วน จะช่วยลดระยะเวลาเดินทางของประชาชนและเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าทางรางไปยังภาคเหนือได้อย่างเป็นรูปธรรม”
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจของกรมการขนส่งทางรางในการกำกับ ติดตาม และส่งเสริมการให้บริการขนส่งทางรางให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาระบบรางของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน






































