“พิพัฒน์–สรรเพชญ”ปักหมุด กทท. สู่เศรษฐกิจใหม่ไทย เผยปี 68 กวาดรายได้รวมกว่า 16,756 ล้านบาท ฟันกำไรสุทธิกว่า 7,096 ล้านบาท เร่งแหลมฉบังเฟส 3 เชื่อมราง–น้ำ–ถนน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ ผุดไอเดียพัฒนาท่าเรือกรุงเทพมุ่งสู่ World Class Port ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างยั่งยืน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กระทรวงคมนาคมเดินหน้าพัฒนาระบบคมนาคมของประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ “MOT New Chapter ทันสมัย ใส่ใจประชาชน พร้อมขยายผลด้านเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน” โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดรายจ่ายและยกระดับความปลอดภัยของประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ซึ่งการขนส่งทางน้ำและระบบท่าเรือถือเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงการขนส่งทุกโหมดของประเทศ และเป็นหัวใจสำคัญในการลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนทุกภาคส่วน
ปัจจุบัน กทท. ครองส่วนแบ่งตลาดท่าเรือน้ำลึกกว่า 85% ของประเทศ และ “ท่าเรือแหลมฉบัง” ได้รับการจัดอันดับให้เป็นท่าเรือตู้สินค้าอันดับที่ 18 ของโลก ประจำปี 2025 ขณะที่ในปีงบประมาณ 2568 กทท. มีรายได้รวมกว่า 16,756 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิกว่า 7,096 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าการลงทุนของภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ในอนาคตมีแนวคิดที่จะพัฒนายกระดับการท่าเรือกรุงเทพ ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งสามารถพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศได้ในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การประชุมและนิทรรศการระดับนานาชาติ ตลอดจนกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมและความบันเทิงในรูปแบบใหม่ ให้เป็น World Class Gateway Port สามารถสร้างประโยชน์ได้ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม โดยได้มอบนโยบายให้ กทท. ศึกษาความเป็นไปได้โครงการอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 รัฐบาลได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผน เพื่อรองรับเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ เพิ่มศักยภาพด้านการขนส่งสินค้าของประเทศ รองรับการขยายตัวของการค้าโลกและการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งจะส่งผลต่อการสร้างงาน การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว
ทั้งนี้ ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 งานก่อสร้างทางทะเลมีความก้าวหน้ากว่า 98.39% ขณะที่งานก่อสร้างอาคารท่าเทียบเรือ ระบบถนน และสาธารณูปโภค มีความก้าวหน้า 22.84% โดยยังคงเป้าหมายเปิดให้บริการท่าเทียบเรือ F1 ภายในปี 2574 พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานร่วมกันแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานของประโยชน์ของประเทศ ความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน
พร้อมกันนี้ นายพิพัฒน์ ได้มอบนโยบายให้ กทท. บูรณาการการทำงานร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในการพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง (Single Rail Transfer Operator : SRTO) เพื่อเชื่อมโยงระบบการขนส่งสินค้าทางราง ทางถนน และทางน้ำให้เป็นระบบเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ พร้อมส่งเสริมการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Shift Mode) จากถนนสู่ระบบรางและทางน้ำ เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ เพิ่มความรวดเร็วในการขนส่งสินค้า และลดปริมาณรถบรรทุกบนท้องถนน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการลดต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนในระยะยาว
โดยได้ให้เร่งแก้ไขปัญหาการจราจรภายในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ผ่านการบริหารจัดการพื้นที่ Buffer Zone การพัฒนาระบบ Truck Queue การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารจัดการคิวรถบรรทุก และการจัดหาเครื่องมือทุ่นแรงสำหรับการขนส่งสินค้าทางราง ได้แก่ รถคานเคลื่อนที่ยกตู้สินค้าชนิดเดินบนรางระบบไฟฟ้า (RMG) และรถคานเคลื่อนที่ยกตู้สินค้าชนิดล้อยาง (RTG) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและลดความแออัดในพื้นที่ท่าเรือ
นอกจากนี้ ยังได้มอบนโยบายให้ กทท. เร่งพัฒนาท่าเรือภูมิภาคให้สอดรับกับยุทธศาสตร์การค้าการลงทุนของประเทศ โดยมุ่งยกระดับบทบาทท่าเรือให้เป็นประตูการค้าและศูนย์กลางการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างประเทศ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และรองรับการขยายตัวของปริมาณสินค้าในอนาคต
นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาท่าเรือในยุครัฐบาลนี้ จะต้องเป็นทั้ง World Class Port และ Green Port ที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยจะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการ ยกระดับมาตรฐานการให้บริการในระดับสากล ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
ด้าน นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การพัฒนาการท่าเรือแห่งประเทศไทยในยุครัฐบาลนี้ จะต้องเป็นการพัฒนาที่ทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกัน โดยกระทรวงคมนาคม ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่คลองเตยและชุมชนโดยรอบในระยะยาว ทั้งในด้านคุณภาพชีวิต และการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนาพื้นที่ การพัฒนาท่าเรือ เป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชน การพัฒนาเศรษฐกิจจะต้องดำเนินควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์จากการเติบโตของประเทศอย่างแท้จริง
ด้านว่าที่ร้อยตรี รัฐกร ฯ เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า นโยบายที่ได้รับในครั้งนี้ถือเป็นทิศทางสำคัญของการพัฒนา กทท. ในระยะต่อไป โดยทุกหน่วยงานจะเร่งดำเนินงานตามกรอบเวลาที่กำหนด พร้อมติดตามความก้าวหน้าอย่างใกล้ชิดภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใสและการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างคุ้มค่า เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบโลจิสติกส์และเศรษฐกิจของประเทศ






































