นาทีนี้ผู้บริหารหนุ่มใหญ่ไฟแรงนาม“ชาลี วันไชย”จากแมคแอนดริว แอนด์ พาร์ทเนอร์ อีกหนึ่งผู้เล่นในธุรกิจโลจิสติกส์ดูเหมือนทุกครั้งที่ปรากฎกายในโลกข่าวสารยุคสื่อโซเชียลเรืองอำนาจ ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้คนในวงการได้ฮือฮาไม่น้อย วันก่อนปฏิบัติการเสือปืนไวปิดดีลซื้อ“บิ๊กล็อตหางพ่วง” 180 คันกับแบรนด์ดังฝั่งเมืองชลมาแล้ว
ล่าสุด (24 ก.ค.2569) ยังไม่ข้ามขวบเดือนก็กดปุ่มสปอร์ตไลท์ส่องประกายแสงแวดวงธุรกิจโลจิสติกส์ได้เจิดจ้าอีกครั้ง เมื่อแมคแอนดริว แอนด์ พาร์ทเนอร์ ได้ฤกษ์เปิดบ้านลานจอดย่านศรีราชา ชลบุรี ต้อนรับคณะผู้บริหารค่ายรถใหญ่สแกนเนีย เพื่อทำการส่งมอบบิ๊กล็อตหัวลากสแกนเนียถึง 40 คัน

ถอดแนวคิดการนำองค์กรของ “ชาลี วันไชย” กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมคแอนดริว แอนด์ พาร์ทเนอร์ จำกัด จากบทสัมภาษณ์ ผ่านมุมมองในฐานะผู้ก่อตั้ง-ผู้นำองค์กร เหตุผลสำคัญที่กล้าแหวกม่านฟ้าครึ้มเมฆหม่นปกคลุมเศรษฐกิจไทย-วิกฤติพลังงานโลก เดินหน้าสั่งซื้อ“หัวลากสแกนเนีย”แบรนด์พรีเมียมถึง 40 คัน กลยุทธ์การเติบโต และการเปลี่ยนผ่านองค์กรจากบริษัทที่เริ่มต้นธุรกิจด้วยรถเพียงไม่กี่คันสู่ผู้เล่นรายสำคัญในวงการวันนี้ที่มีฟลีทรถกว่า 160 คัน
“แมคแอนดริวฯ”ชื่อนอก แต่แบรนด์ไทยแท้
แมคแอนดริวฯชื่อบริษัทที่ดูอินเตอร์แต่คือแบรนด์ไทยแท้ก่อตั้งโดยคนไทยเพื่อให้เกียรติชื่อพ่อบุญธรรมของผม จากบริษัทผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังและสารให้ความหวานป้อนอุตสาหกรรมอาหารเมื่อ9-10ปีที่แล้ว และเริ่มแตกไลน์ธุรกิจก้าวขึ้นมาเล่นรายสำคัญในธุรกิจโลจิสติกส์ เริ่มต้นด้วยฟลีทเพียง 5-10 คันแล้วขยายฟลีทต่อเนื่องจนกระทั่งวันนี้เรามีฟลีททั้งหมดกว่า 160 คัน(รวมบิ๊กล็อตสแกนเนีย 40 คัน)
“บริษัทมีนโยบายลงทุนเพิ่มรถอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าว่าในแต่ละปีจะสั่งซื้อรถใหม่ไม่น้อยกว่าปีแรกที่ลงทุน หรือประมาณ 40 คันต่อปีเพื่อรองรับการเติบโตธุรกิจขนส่ง”

สแกนเนียเป็น“รถขับคนขับ ไม่ใช่รถที่คนต้องขับ”
เหตุผลสำคัญที่เลือกสแกนเนียเพราะมีพนักงานของเราแนะนำสแกนเนียประหยัดน้ำมันกว่ายี่ห้ออื่นๆ ซึ่งก่อนตัดสินใจลงทุนซื้อ เราได้นำรถไปทดลองใช้งานจริงน้ำหนักบรรทุกจริงบนท้องถนนก่อนพบว่า “สแกนเนียเป็นรถขับคนขับไม่ใช่รถที่คนต้องขับรถ” เพราะด้วยจุดเด่นสแกนเนียคือระบบเกียร์และระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ช่วยบริหารรอบเครื่องยนต์ให้เหมาะสม อีกทั้งยังช่วยลดการใช้น้ำมันได้ดีจริงแม้ผู้ขับจะมีพฤติกรรมการเหยียบคันเร่งแตกต่างกันก็ตาม
“รถบางยี่ห้อคนขับเองต้องมีสกิลค่อนข้างมาก แต่ Scania แตกต่างออกไป เพราะช่วยการขับดูง่ายมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือช่วยควบคุมการใช้น้ำมันได้ดี ซึ่งน้ำมันคือต้นทุนหลักของธุรกิจโลจิสติกส์ แม้ค่าตัวรถที่ต้องจ่ายสูงแต่มองด้วยเรทน้ำมันที่ประหยัดก็ถือว่าคุ้ม ด้วยเหตุผลสำคัญนี้ บริษัทจึงตัดสินใจสั่งซื้อ Scania บิ๊กล็อต 40 คัน ถือเป็นการขยายฟลีทเพิ่มเติม เพื่อรองรับแผนเติบโตระยะยาว”

เปิดไทม์ไลน์-เส้นทางวิ่ง 40 หัวลาก ลุย Cross Border ทั้งหมด
สำหรับรถ Scania ที่เพิ่งลงทุนใหม่ทั้งหมด ซึ่งส่งมอบ 14 คันแรกในวันนี้และทยอยส่งมอบครบ 40 คันภายในปีนี้ โดยทั้งหมดจะนำไปวิ่งงานขนส่ง Cross Border 100% รองรับการขนส่งสินค้าให้ลูกค้าทั้งกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และตู้คอนเทนเนอร์ผ่านเส้นทางหลักครอบคลุมไทย–ลาว คือเวียงจันทน์และสะหวันนะเขต รวมถึงเส้นทางล่องใต้สู่มาเลเซีย ซึ่งเป็นงานขนส่งที่ต้องใช้รถสมรรถนะสูง มีความทนทาน และมีศูนย์บริการรองรับตลอดเส้นทาง
“งานลักษณะนี้ความน่าเชื่อ( Reliability) ต้องมาก่อน รองลงมาคือความประหยัดน้ำมัน และศูนย์บริการต้องครอบคลุม เพราะเมื่อใดที่รถหยุดวิ่ง เท่ากับว่าเพิ่มต้นทุนของเราทันที”

ฟลีทใหญ่ สร้างความเชื่อมั่นลูกค้า
ยอมรับว่าช่วงเริ่มต้นธุรกิจโลจิสติกส์บริษัทมีรถให้บริการลูกค้าเพียงไม่กี่คัน ทำให้ลูกค้ายังไม่มั่นใจว่าจะรองรับงานขนาดใหญ่ได้ แต่เมื่อบริษัทตัดสินใจลงทุนขยายฟลีทอย่างต่อเนื่องทุกปีจนปัจจุบันมีรถกว่า 160 คัน นอกเหนือจากการเพิ่มศักยภาพเราที่สามารถรองรับงานจำนวนมากได้ทันที
“หากลูกค้าต้องการรถ 20 คัน เราสามารถจัดให้ได้ทันที นี่คือความแตกต่างของเราจากรายอื่น นี่คือความพร้อมของเราตรงนี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้ามากขึ้น”
นอกจากนี้ เรายังขับเคลื่อนฟลีทรถที่มีควบคู่การพัฒนาระบบ Transportation Management System (TMS) ที่จะเข้ามาช่วยบริหารเส้นทาง การวางแผนงาน และติดตามรถแบบเรียลไทม์ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารควบคุมฟลีทขนาดใหญ่ได้ดี ซึ่งส่วนนี้จะเป็นการยกระดับการให้บริการหลังการขายให้กับลูกค้าได้มั่นใจอีกด้วย

โลกธุรกิจโลจิสติกส์…ที่ไม่ยอมหยุดหมุน
ปัจจุบันรถที่เราล้วนแล้วมาตรฐาน Euro 5 ทั้งฟลีทแล้ว ขณะเดียวกันบริษัทก็เริ่มทดลองใช้รถบรรทุกไฟฟ้ามาแล้วกว่า 6 เดือน ปัจจุบันรถไฟฟ้าสามารถรองรับการวิ่งได้ประมาณ 200 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง เหมาะกับงานขนส่งระยะใกล้ ขณะที่งานระยะไกลและงานข้ามแดนยังคงใช้รถดีเซลเป็นหลัก
“แม้เป้าหมายของเราคือ Green Logistics แต่ต้องเลือกใช้รถให้เหมาะกับประเภทงาน ระยะทาง น้ำหนักบรรทุก และความเร่งด่วนของลูกค้า”
Net Zero คืออีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของบริษัทที่ไม่ต้องการปล่อยมลพิษแม้ติดนิดเดียว โดยเรามีแผนการ Offset ภายในธุรกิจของเรา โดยในส่วนของโรงงาน เริ่มต้นจากการติดโซลาร์เซลล์ รวมถึงลงทุนปรับปรุงส่วนต่างๆให้ก้าวไปสู่อีกขั้นหนึ่ง ส่วนฝั่งฟลีทรถก็พยายามเพิ่มสัดส่วนรถ EV เพื่อทดแทนรถน้ำมัน ตลอดถึงแพลนนิ่งสถานีชาร์จซึ่งเราวางแผนไว้ประมาณ 50-60 สถานี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องคำนึงถึงความสมดุลกับห้วงเวลาที่เหมาะสมและเดินไปตามงานที่มือยู่ในมือ
ขยายฟลีใหญ่หนุนงาน-รายได้โต ล็อกเป้าโลจิสติกส์ทะลุ 1,000 ล้านบาทใน 4-5 ปี
ปัจจุบันบริษัทมีรายได้รวมทุกส่วนธุรกิจกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี จากการขยายฟลีทรถเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเพื่อรองรับธุรกิจโลจิสติกส์เติบโตอย่างรวดเร็ว ผมมองว่าปีนี้น่าจะทำยอดขายได้ประมาณ 200–250 ล้านบาท และในอีก 4–5 ปีข้างหน้าน่าจะพัฒนาไปถึงประมาณ 1,000 กว่าล้านบาท และคาดว่าภาพรวมรายได้ทั้งหมดจากทุกหน่วยธุรกิจของเราจะโตแตะ 3,000 ล้านบาทภายใน 2 ปีข้างหน้า พร้อมเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในระยะยาว
พลิกโอกาส! อานิสงส์วิกฤติน้ำมันแพง
มุมมองการบริหารจัดการต้นทุนค่าน้ำมันแพงจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง เรามองว่าธุรกิจโลจิสติกส์ส่วนใหญ่“สายป่านไม่ยาว” ดังนั้น เมื่อต้นทุนราคาน้ำมันสูงขึ้นทำให้รถในตลาดหายไปค่อนข้างมาก เมื่อลูกค้าผลิตสินค้าแล้วจำเป็นต้องส่งออกจากโรงงาน แต่ปริมาณรถบริการกลับลดลงประกอบกับผู้เล่นน้อยลง “ช่องว่างนี้เองทำให้เราได้อานิสงส์ทันที เพราะเรามีฟลีทรถอยู่แล้ว ทำให้เราสามารถเรียกเพิ่มค่าจ้างค่าเที่ยวได้ เพิ่มเครดิตเทอมและค่าบริการเพิ่มขึ้นได้ ยิ่งเรามีรถฟลีทที่มีประสิทธิภาพดีและประหยัดน้ำมันเราก็ยิ่งได้กำไรส่วนต่างมากขึ้น”

เจ้านายที่รู้ใจ!รับจบปัญหา“คนขับ”
การบริหารฟลีทใหญ่สิ่งที่ต้องมอร์นิเตอร์อย่างแรกคือ“คนขับรถ” ใบขับขี่ต้องมี ประวัติอาชญกรรมต้องผ่าน จากนั้นเราก็ต้องเพิ่ม Performance ด้วยการฝึกอบรม ซึ่งส่วนนี้เราขับเคลื่อนควบคู่ผู้ผลิตรถซึ่งสแกนเนียเขาก็สนับสนุนและบริการเราได้ดีมาก คนขับรถคืออีกหนึ่งบุคลากรสำคัญของเรา เพราะเขาคือหน้าด่านงานของเรา เราเข้าใจว่า “ชีวิตหลังพวงมาลัยต้องแบกความรับผิดชอบไว้บนบ่าทั้งสินค้าที่ต้องขนส่งไปถึงปลายทางตามเวลา ไหนต้องความเมื่อยล้ากับการขับรถระยะทางไกลๆ ไหนต้องความปลอดภัยบนท้องถนน”
“หากเขามีปัญหาอะไรผมคือคนแรกที่โทรหาและสอบถามปัญหาเพื่อรับฟังและช่วยแก้ปัญหาให้เขา พอเราคุยจบและแก้ปัญหาให้จริงๆ เรื่องก็จบ เพราะบางครั้งเขาแค่มีปัญหาอยากให้เจ้านายรู้ปัญหา ดังนั้น เราต้องสื่อสารกับคนขับด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจเขา ขณะที่ค่าตอบแทนที่ดีค่าเที่ยวและเงินเดือนที่เหมาะสม รวมถึงสวัสดิการอื่นๆที่เขาควรได้รับ ซึ่งเราต้องดูแลและให้เขากับสิ่งที่ควรได้รับ” กรรมการผุ้จัดการแมคแอนดริวฯกล่าวย้ำ
ความต่าง!คนที่อดทนได้เยอะที่สุด–น้อยที่สุด
การดำเนินธุรกิจท่ามกลางปัญหาอุปสรรคและความผันผวนในโลกธุรกิจปัจจุบันเพื่อพุ่งชนความสำเร็จนั้น อย่างแรกคือการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ถัดไปคือทีมงานที่มีศักยภาพและพร้อมสนับสนุนเติมเต็มได้ และเจ้าของกิจการมีความอดทนมากน้อยแค่ไหน “ผมมีความเชื่อว่าคนที่อดทนได้เยอะที่สุดคือคนที่จะประสบความสำเร็จได้มากกว่าคนที่มีความอดทนน้อย” เพราะตลอด 9-10 ที่ผ่านมากว่าจะมีวันนี้ผมก็ต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก ขณะที่ประสบการณ์ก็สำคัญและต้องเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำคือสิ่งที่จะเกิดความสำเร็จได้จริง สุดท้ายคือฉลาดในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
แล้วถามว่าวันนี้ประสบความสำเร็จแล้วหรือยังต้องตอบว่ายัง เพราะเราวางเป้าหมายหลักไว้ว่า 2 ใน 3 ของฟลีทรถที่มีอยู่ต้องเป็น EV และชาร์จในสเตชั่นของเรา อีกทั้งสเตชั่นของเราก็ยังสามารถสนับสนุนผู้ประกอบการรายอื่นๆในการลดต้นทุนได้ด้วย “วันนี้เราอาจสำเร็จในส่วนที่มีฟรีทรถสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า และลูกค้ายังจ้างเราอย่างต่อเนี่อง ทว่า เหล่านี้ยังไม่ใช่ความสำเร็จตาม“เป้าหมายหลัก”ที่เราได้วางไว้”

นี่คือมุมมอง-คมคิดนักธุรกิจ-ผู้บริหารหนุ่มโปรไฟล์การศึกษา-ประสบการณ์งานเมืองนอก เคยผ่านเส้นทางงาน consultหลาก ที่หลายได้หมดถ้าสดชื่นทั้งกึ่งวิศวะก่อสร้าง-นักกฎหมาย-นักการบัญชี “ชาลี วันไชย”นามนี้ที่ไม่ธรรมดา…และน่าจับตา!
:ขันธ์ธีร์










































