ทล.ก่อสร้างกำแพงกันดิน (MSE Wall) แบบขั้นบันไดด้วยเทคโนโลยี Terramesh Facing บน ทล.1349 ตอนสะเมิง – กัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ แล้วเสร็จ เสริมความมั่นคงโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนบนพื้นที่สูง
กรมทางหลวง (ทล.) กระทรวงคมนาคม โดยแขวงทางหลวงเชียงใหม่ที่ 2 ดำเนินการโครงการก่อสร้างกำแพงกันดิน (MSE Wall) แบบขั้นบันไดโดยใช้กล่อง Terramesh บน ทล.1349 ตอนสะเมิง – กัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ บริเวณ กม. ที่ 56+100 – 56+150 และ 56+250 – 56+300 แล้วเสร็จ เพื่อฟื้นฟูทางหลวงที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยและฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ภูเขาสูง ส่งผลให้เกิดการกัดเซาะผิวทางและลาดคันทาง นับเป็นอีกหนึ่งผลงานด้านวิศวกรรมงานทางที่สะท้อนศักยภาพของ ทล. ในการพัฒนาและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภูมิประเทศที่มีความซับซ้อนและท้าทายสูงเป็นอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างอยู่บริเวณสันเขาที่มีความลึกสูงและมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ปฏิบัติงาน จึงต้องก่อสร้างจากด้านบนสันเขาลงสู่พื้นที่ด้านล่าง โดยกำแพงกันดินทั้ง 2 จุด มีความสูง 24 เมตร และยาวจุดละ 50 เมตร การออกแบบจึงต้องคำนึงถึงเสถียรภาพของลาดคันทาง ระบบระบายน้ำ และการกระจายน้ำหนักดินอย่างละเอียด เพื่อให้โครงสร้างมีความมั่นคง แข็งแรง และรองรับการใช้งานได้อย่างปลอดภัยในระยะยาว
ทล. ได้นำเทคนิคทางวิศวกรรมหลายรูปแบบมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เช่น การใช้ Soil Nail สำหรับเสริมความมั่นคงของลาดดิน การใช้ Geogrid หรือตาข่ายเสริมกำลังดิน การใช้ Terramesh หรือกล่องลวดตาข่ายเหล็กเคลือบสารโพลิเมอร์เพื่อให้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมสำหรับบรรจุหิน การป้องกันการกัดเซาะลาดเขา (Erosion Slope Protection) ระบบระบายน้ำแบบขั้นบันได (Stepped Drain Chute) รวมถึงชั้นวัสดุระบายน้ำ(Drainage Layer) เพื่อช่วยลดแรงดันน้ำภายในโครงสร้างและป้องกันการพังทลายของลาดคันทางในช่วงฤดูฝน ซึ่งทุกองค์ประกอบต้องทำงานร่วมกันตามหลักวิศวกรรมอย่างเป็นระบบ โดยมีขั้นตอนสำคัญ คือ การติดตั้งแผ่น Geogrid ซึ่งต้องควบคุมความตึงในแต่ละชั้นให้เหมาะสม แม่นยำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะและกระจายแรงภายในโครงสร้าง รวมถึงขั้นตอนการบรรจุหินใหญ่ที่มีความแข็งแรง ทนทานสูง และมีน้ำหนักมาก เรียงบรรจุลงภายในกล่องลวดตาข่าย Terramesh “ด้วยมือ” ทุกกล่อง ซึ่งต้องอาศัยแรงงานที่มีความชำนาญในการคัดขนาดและวางเรียงอย่างประณีต เพื่อให้โครงสร้างมีความมั่นคง แข็งแรง และสวยงามกลมกลืนกับธรรมชาติ นอกจากนั้น ยังคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย โดยหินใหญ่และวัสดุดินถมที่ใช้งานเป็นวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการถลุงแร่ในท้องถิ่น ช่วยเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ ลดผลกระทบต่อชุมชนในการขนส่งวัสดุสร้างทางจากพื้นที่ห่างไกล อีกทั้งมีการปลูกหญ้าแฝกบริเวณลาดเชิงเขาเพื่อช่วยยึดหน้าดิน ลดการชะล้างพังทลาย รวมถึงติดตั้งใยมะพร้าวอัดแผ่นเพื่อทำหน้าที่เป็นผ้าห่มดิน ช่วยกักเก็บความชื้น ดักตะกอนดินทราย และชะลอความรุนแรงของการไหลของน้ำในช่วงฤดูฝน อันเป็นแนวทางการฟื้นฟูพื้นที่ที่ผสมผสานระหว่างงานวิศวกรรมและระบบนิเวศอย่างสมดุล
ในส่วนของการบูรณะผิวทาง ทล. ได้ดำเนินการซ่อมบำรุงด้วยวิธี Pavement In-Place Recycling ซึ่งเป็นวิธีการหมุนเวียนวัสดุชั้นทางเดิมนำกลับมาใช้ใหม่ ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ในการก่อสร้าง ลดระยะเวลาการก่อสร้าง และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยปรับปรุงสภาพผิวทางให้เป็นมาตรฐานทางชั้นพิเศษ ขนาด 2 ช่องจราจร ผิวทางเป็นแบบแอสฟัลท์คอนกรีต กว้างช่องละ 3.50 เมตร พร้อมจัดให้มีช่องจอดรถสำหรับผู้ที่ต้องการพักรถหรือแวะชมวิวทิวทัศน์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างพัฒนาพื้นที่เป็น “จุดชมวิวบ้านแม่แดด” เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การฟื้นฟูเส้นทางดังกล่าวนอกจากจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง ยังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรของชุมชนและโครงการหลวงหลายแห่ง ได้แก่ สตรอว์เบอร์รี ลูกพลับ ขิง และพืชเมืองหนาว ให้ออกสู่ตลาดได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น และเป็นเส้นทางท่องเที่ยวสำคัญที่เชื่อมโยงการเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ผ่าน ทล.1265 ตอนปาย – วัดจันทร์ ไปสู่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ชุมชน และยกระดับความมั่นคงของโครงข่ายคมนาคมในพื้นที่ภูเขาสูงของภาคเหนืออย่างเป็นรูปธรรม







































