กทท.ครบร75 ปี ปรับโฉมท่าเรือสู่อนาคต เชื่อมโลจิสติกส์ไร้รอยต่อ ปลื้มกำไรครึ่งปีแรกกว่า 3.5 พันล้านบาท

0
1

โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีฯ และนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ให้เกียรติเข้าร่วมในพิธีฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. คณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม คณะผู้บริหาร พนักงาน กทท. ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ใช้บริการ ผู้เช่าพื้นที่ ตลอดจนผู้แทนชุมชนและสื่อมวลชน เข้าร่วมในพิธีฯ ณ อาคาร PAT Arena

นายสรรเพชญฯ เปิดเผยว่า “ภายหลังการเข้ามากำกับดูแล กทท. ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เห็นถึงศักยภาพและบทบาทสำคัญของ กทท. ในการขับเคลื่อนระบบคมนาคมทางน้ำและเศรษฐกิจของประเทศมาตลอดระยะเวลา 75 ปีที่ผ่านมา สำหรับระยะต่อไปขอให้ กทท. ขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือ เชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์และการขนส่งอย่างไร้รอยต่อ พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาบริหารจัดการท่าเรือผ่านการบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนโดยให้ความสำคัญกับสังคม สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคใหม่ เพื่อร่วมขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทยให้เติบโตต่อไป”

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกรฯ กล่าวว่า จากนโยบายของกระทรวงคมนาคมที่มุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ของประเทศ กทท. พร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์กรภายใต้แนวคิด Empowering Thailand’s Future – เสริมพลังอนาคตประเทศไทยโดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ การนำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติมาใช้ในการบริหารจัดการท่าเรือ การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม การสร้างความร่วมมือกับชุมชนและทุกภาคส่วน โดยขับเคลื่อน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ ท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Port) ท่าเรือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Port) การเสริมศักยภาพชุมชน (Community Empowerment) การเชื่อมโยงโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค (Regional Connectivity) และการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 (Laem Chabang Port Phase 3)

ทั้งนี้ ในด้านผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568–มีนาคม 2569) กทท. มีรายได้รวม 8,306 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.30% และมีกำไรสุทธิ 3,571 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.88% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีจำนวนเรือเทียบท่า 7,610 เที่ยว เพิ่มขึ้น 3.24% ปริมาณสินค้าผ่านท่า 63.86 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 3.53% และตู้สินค้าผ่านท่า 6.08 ล้าน ที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 9.19%

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกรฯ กล่าวต่อว่า ในส่วนของท่าเรือกรุงเทพ กทท. เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับปริมาณสินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลมาใช้บริหารจัดการท่าเรือ การพัฒนาท่าเรือกรุงเทพสู่ท่าเรือกึ่งอัตโนมัติ (Semi-Automated Port) การพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าท่าเรือกรุงเทพและศูนย์เชื่อมโยงการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Muodal Transport & Distribution Center) เพิ่มความคุ้มค่าในการใช้พื้นที่และการกระจายสินค้า รวมถึงการพัฒนาเส้นทางเชื่อมต่อท่าเรือกรุงเทพและทางพิเศษบางนา-อาจณรงค์ (S1) เพื่อลดผลกระทบด้านการจราจร

สำหรับท่าเรือแหลมฉบัง กทท. ยังคงดำเนินโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ตามแผนงานที่กำหนดไว้ พร้อมเร่งบริหารจัดการการจราจรและการขนส่งสินค้าให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น รองรับการขยายตัวของภาคการค้าและการขนส่งของประเทศ รวมถึงตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการในอนาคต ในส่วนของท่าเรือภูมิภาค กทท. มุ่งพัฒนาศักยภาพท่าเรือให้สอดคล้องกับบทบาททางเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ โดยท่าเรือระนองมุ่งรองรับการขนส่งสินค้าฝั่งทะเลอันดามัน เชื่อมโยงการค้ากับกลุ่มประเทศ BIMSTEC และสนับสนุนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ขณะที่ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนและท่าเรือเชียงของ มุ่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การให้บริการ เพื่อเสริมบทบาทการเป็นศูนย์กลางการค้าของภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ กทท. ยังให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตของประชาชน และการอยู่ร่วมกับชุมชนรอบพื้นที่ เพื่อให้การพัฒนาท่าเรือสามารถเติบโตคูกับสังคมและพื้นที่โดยรอบได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน