หุ่นยนต์ Robot แทนคน เสี่ยงแรงงาน 3 ล้านเตะฝุ่น

0
74

“เทคโนโลยีเข้าใช้แทนงานคน ยุดไทยแลนด์  4.0  ที่มีเป็นช่วงแห่งการค่างานในอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มสูงขึ้น  ดังนั้น  เมื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาเท่ากับเป็นตัวเร่งจ้างงานลดลง”

ภายหลังคณะกรรมการค่าจ้างแรงงานกลางมีมติปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา  โดยค่าจ้างขั้นต่ำปรับขึ้นอยู่ที่  308-330 บาทต่อวัน แตกต่างกันออกไปแต่ละจังหวัด  การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานพิจารณาเกณฑ์ความเหมาะสมเกิดขึ้นอยู่กับเหตุผล เช่น ค่าครองชีพ อ้างอิงเงินเฟ้อ 5 ปีที่ผ่านมา  เป็นต้น  จึงมีโจทย์ต่อไปว่า  การปรับอัตราค่าจ้างแรงงานครั้งถัดไปทำอย่างไรให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจ

ยิ่งในยุดไทยแลนด์ 4.0  ซึ่งเป็นนโยบายรัฐบาลที่สนับสนุนส่งเสริมให้นำนวัตกรรมใหม่ หรือเทคโนโลยี เข้ามาใช้ยกระดับธุรกิจเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน  ล่าสุดโรงงานอุตสาหกรรมมักนิยมนำหุ่นยนต์แทนแรงงานคนเป็นจำนวนมาก    ดังนั้น  ทิศทางของการจ้างงานในอนาคตจะเป็นอย่างไร  ภายใต้การนำเทคโนโลยีสมัยจะมีผลกระทบต่อแรงงานหรือไม่

ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธาน รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยกับ LOGISTICS TIME ” ว่า  สถานการณ์ภายหลังปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแล้ว  ต้องยอมว่าภาคแรงงานได้รับประโยชน์ประมาณ 7 ล้านคน แรงงานจำนวนนี้มีแรงงานต่างด้าวประมาณ  2 ล้านคน ส่วนที่มีผลต่อ GDP  อยู่ที่ประมาณ 0.2%  ถ้าหากดูค่าครองชีพอัตราเงินเฟ้อที่ผ่านมา จะพบว่าไม่ขึ้นอยู่การปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ  แต่เงินเฟ้อขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันที่ปรับราคาสูงขึ้น 10%  จากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม  ในช่วงไตรมาสแรกปรากฏว่าดัชนีชี้วัดราคาสินค้าจากโรงงานอุตสาหกรรมก็ยังติดลบ 1.5%   สำนักงานสถิติแห่งชาติมีการศึกษาเมื่อปี 2560 พบว่า  การจ้างงานชะลอตัวลง ขณะที่ค่าจ้างเพิ่มขึ้นประมาณ 2% แต่การจ้างงานลดลงเกือบ 3 % เรื่อง การจ้างงานต้องระมัดระวัง จึงอยากฝากไปถึงการเมืองว่า  การเอาค่าจ้างแรงงานผูกติดกับนโยบายประชานิยมนั้นมันทำไม่ได้  เพราะค่าจ้างเป็นต้นทุนประเทศ  การปรับค่าจ้างให้สูงเพื่อมาชดเชย Productivity หรือผลิตภาพแรงงานต่ำจะส่งผลกระทบกับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศให้ตกต่ำลง

 เทคโนฯ ตัวเร่ง “จ้างงานลดลง”

ส่วนการนำเทคโนโลยีเข้าใช้แทนงานคน โดยเฉพาะยุดไทยแลนด์  4.0  ซึ่งเป็นช่วงแห่งการทำงานในอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มสูงขึ้น   เมื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาเท่ากับเป็นตัวเร่งการจ้างงานลดลงในอนาคตอันใกล้นี้   แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา  หากมองสัญญาณการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างหรือไม่ ก็ยังมองไม่ชัดเจนมากนัก    เพราะการฟื้นตัวเศรษฐกิจมีเพียงบ้างเซกเตอร์เท่านั้น  เช่น ภาคการส่งออก เป็นต้น  รัฐบาลทุ่มเงินหลายแสนล้านบาท  แต่ไปกลับกระจุกอยู่ที่การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ไม่เกิน 10 บริษัทอย่างที่ทราบกันดีว่ามีบริษัทไรบ้าง

 “หากดูตัวเลขจากสมาคมค้าปลีกค้าส่งไม่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ  มองไปต่างจังหวัดเศรษฐกิจไม่เติบโต  นอกจากในช่วงเทศกาลเท่านั้นที่มีการจับจ่ายใช้สอยเกิดขึ้นบ้าง  ซึ่งทำให้เป็นกังวลเพราะไม่ได้ฟื้นตัวทุกเซกเตอร์ ”

แม้ภาคส่งออกจะฟื้นตัวส่งออกได้มากขึ้นก็ตาม  แต่ยังต้องเผชิญกับปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า ส่งผลทำให้ได้กำไรไม่มากเท่าที่ควรจะได้รับ  (กำไรบางๆ)  ส่วนธุรกิจภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องนุ่งห่ม ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ยังติดลบจากปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องมา 3 ปี  ดังนั้น การปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้น เท่ากับยิ่งเพิ่มต้นทุนทำให้กับผู้ประกอบการหรือนายจ้างเจ้าของกิจการไปโดยบริยาย

 หุนยนต์ Robot  3 ล้านคนตกงาน       

ดร.ธนิต กล่าวอีกว่า  หากนำหุ่นยนต์มาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมจะมีผลกระทบอย่างไร คนมักจะไม่ค่อยคิดกัน ผู้รับผิดชอบด้านแรงงานบอกว่ารับมือได้  ขณะนี้เรามีคนสูงอายุอยู่ภาคแรงงาน แต่คนสูงอายุไม่ยอมเกษียณ ภาคราชการเริ่มขยายอายุราชการจาก 60 ปีเป็น 63 -65 ปี ตัวเลขคนว่างงานเดือนมีนาคม 1.3 % หรือประมาณ 5 แสนคน น่าวิตก เพราะปกติคนว่างงานไม่เกิน 1%  ขอพยากรณ์แรงานตัวเลขคนว่างงานจะเพิ่มสูงขึ้น    เพราะนำเทคโนโลยีมาแทนแรงงานคน  ดังนั้น  จึงจำเป็นต้องลดคนทำงาน อนาคตจะส่งผลทำให้เกิดการว่างงาน โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มProductivity

เทคโนโลยีแทนคนก็มีหุ่นยนต์ Robot หุ่นยนต์ Auto motion รวมถึง Smart Machine  การปรับเปลี่ยนที่ใช้เทคโนโลยีแทนคน ธนาคารจะเป็นตัวอย่างชัดเจนที่สุด  บางธนาคารประกาศ 3 ปีจะลดพนักงาน 3 หมื่นคน และลดที่ทำการสาขาของธนาคาร   เพราะปรับเปลี่ยนนำเทคโนโลยีมาใช้แทนงานที่เป็นคนเกือบทั้งหมด  การใช้หุ่นยนต์มาแทนแรงงานคน  เดิมทีเราคิดว่าจะมีแต่ภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เท่านั้น แต่ความจริงหุ่นยนต์ยังเข้าแทนที่แรงานภาคการบริการ ธนาคาร การขนส่งธุรกิจโลจิสติกส์อีกด้วย ตลอดจน การเดินทางบุคคลผ่านสนามบิน

“จากการศึกษาเกี่ยวกับแรงงานล่าสุดพบว่า หุ่นยนต์มีความเสี่ยงแรงานไทยตกงาน 3 ล้านคนมีโอกาสตกงานหรือศูนย์เสียงานทำ  ต้องติดตามเรื่องนี้เพราะอะไร ซึ่งสอดคล้ององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO ให้ข้อมูลเช่นเดียวกันว่า แรงงานในอาเซียน โดยเฉพาะแรงงานไทย กลุ่มหนึ่งแรงงานเสี่ยงตกงาน มีข้อมูลการว่างงานของไทยเรา ”

ที่ผ่านมา แรงงานว่างงานกระจุกอยู่ที่ผู้เรียนจบระดับอุดมศึกษา 60% ตกงาน ขณะนี้คนจบปริญญาตรีสัดส่วนตกงานลดลงเหลือ 30%  แต่กลุ่มว่างงานกลับอยู่ในกลุ่มเรียนระดับประถมฯ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ควรว่างงาน  กลุ่มประถมฯว่างานอยู่ที่ประมาณ 40 %

 ชี้ทางออกปรับตัว 3 ด้านรับมือ

 “เหตุผลเป็นเช่นนี้เพราะเดิมเรากำลังขาดแรงงานไร้ทักษะ 40% กำลังส่งสัญญาณว่า โรงงานเริ่มเอาหุ่นยนต์มาแทนแรงานในกลุ่มผู้ใช้แรงงานไร้ทักษะหรือกลุ่มผู้เรียนจบระดับประถมฯ หรือต่ำว่าประถมฯ รวมถึง ผู้จบมัธยมฯ ด้วย ขณะเดียวกัน การค้าอี-คอมเมิร์ซ กำลังเข้ามาแพร่หลาย คนขายตามหน้ารายก็หายไป”

แรงงานบ้านเราควรปรับตัวไปพร้อมกัน 3 ด้าน  นั่นคือประการแรก  เรื่องเทคโนโลยีที่เข้าเป็นสิ่งที่ดีแน่ แต่ต้องคำนึงด้วยเทคโนโลยีกระทบต่อแรงงานด้านไหนบ้างก็ต้องดู  โดยอยากรัฐบาลพิจารณาให้รอบด้านต้องรับมือเปลี่ยนแนวทางอย่างไร  ภาครัฐต้องศึกษาผลกระทบแล้วหาทางแก้ไขปัญหาที่อาจจะตามมาในอนาคตด้วย ไม่ใช่บอกว่า “ไม่มีปัญหา ”

ประการที่สอง ตัวนายจ้าง ถ้ายังใช้เทคโนโลยีเยอะๆไม่ได้ ก็ต้องให้ความสำคัญกับแรงงานไม่กดขี่แรงงาน   ขณะเดียวกัน คิดถึงเรื่องการปรับปรุงแรงงานระดับล่างๆขององค์กรอย่างไร  แรงงานการศึกษาน้อย นายจ้างจะเพิ่มทักษะแรงงานเหล่านั้นอย่างไร ให้มีการส่งเสริมความรู้ รัฐบาลก็ต้องมีนโยบายร่วมมือสนับสนุนช่วยเหลือด้วย   ประการสุดท้าย ในของส่วนแรงานเอง ที่มีงานทำอยู่แล้วแรงงานเองก็ต้องมีทักษะดับเบิ้ลขึ้นมา