สิงห์สิบล้อ สายฟรุ้งฟริ้ง! “กิ่ง-พัลลภา อุสุพันธ์”

0
3887

หากเอ่ยถึง “คนขับสิบล้อ” อาชีพหลังพวงมาลัยที่แม้แต่จำเนียรกาลนานมาจนถึงยุคสื่อโซเชียลยึดครองเมืองมนุษย์แบบเบ็ดเสร็จนี้แล้วก็ตาม ข้อครหา คำสบประมาท-ดูหมิ่นดูแคลน หรือแม้แต่สมญานามเชิงลบบ้างก็ว่าเป็น “จ้าวถนน”เป็นอาชีพไร้เกียรติ“ต้อยต่ำ-ไร้การศึกษา”ยุ่งเกี่ยว“สิ่งผิดกฎหมาย-มั่วยาเสพติด”

ภาพลักษณ์ติลบเหล่านี้ก็ยังมิวายจางหายไปจากสายตาของสังคมไทย!

ทั้งที่อาชีพนี้เป็นอาชีพสุจริตที่พวกเขาตั้งใจอันบริสุทธิ์เพียงเพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยมุ่งหวังให้ได้ค่าแรง-เงินเดือนส่งเสียเลี้ยงลูก-เมียได้มีอยู่มีกิน หากสายตาผู้คนจะมองว่ามี “อันธพาลชน”เข้ามายุ่งเกี่ยวมันก็มีครรลองไม่ต่างอะไรกับอาชีพดาดดื่นอื่นๆของสังคมที่อาจมีคนไม่ดีเข้ามาเกี่ยวพันบ้างเป็นเรื่องปกติ

แต่เพราะบริบทที่ว่า “รถใหญ่”หากเกิดอุบัติเหตุก็มักจะพ่วงมาด้วยความสูญเสียที่ “ใหญ่ๆ”ตามมาทั้งชีวิตและทรัพย์สิน กลายเป็นเป็นว่าพวกเขาคือ “ตราบาปสังคม”และเป็นแพะรับบาปทุกครั้งไปทั้งที่มูลเหตุบางครั้งไม่ได้มาจากพวกเขาเลยก็ตาม

ด้วยอาชีพขับรถบรรทุกเป็นวงล้อการดำรงชีพหลังพวงมาลัยที่ยากลำบากต้องอดหลับอดนอน จำใจห่างไกลจากลูกเมียและครอบครัวอันเป็นที่รัก ขับรถส่งสินค้าขึ้นของลงของตะลอนรอนแรมไปทั่วทิศทั่วไทยใกล้ไกล “ชีวิตที่สุขสบาย”ไม่เคยมีในพจนานุกรมคนขับสิบล้อ

คงมีแต่ “ผู้ชายอกสามศอก” เท่านั้นจะอาจหาญกล้ากระโจนเข้าสู่วงการคนขับสิบล้อแวดวงสายงานอาชีพที่ใครต่อใครมักมองว่า “ดิบและเถื่อน”นานทีถึงจะมี “อิสตรี”หลงเข้ามาเป็นดาวประดับวงการสิงห์รถบรรทุกให้พรั่งพราวกันบ้าง ทว่ามาถึงยุคนี้ก็เริ่มเห็นสิงห์รถบรรทุกสาวสวยกล้าปรากฎโฉมตามช่องทางสื่อโซเชียลมีเดียมากขึ้น

แต่ก็ยังน้อยนิดหากเปรียบเทียบกับประชากรสิงห์รถบรรทุกกว่าล้านชีวิตในบ้านเรา!

ไม่ได้เยอะแยะแฉะสายตายามเมื่อส่องโลกโซเชียลเหมือนกับสิงห์รถบรรทุกสาวหน้าหมวยสวยเด่นเด้งสมยุคสมัยนิยมจากแดนมังกร บางนางถึงขนาดต้องอัดเป็นคลิปวีดีโอนำเสนอตัวตนกับอาชีพหลังพวงมาลัยยาวเยียดยังกะหนังซีรีส์เกาหลีให้บรรดาสิงห์สิบล้อทั้งสายโหด-หื่น-ไม่หื่นทั่วโลกได้ยลโฉมพลางกลืนน้ำลายเอื๊อกไปตามๆกัน

เช่นเดียวกับเรื่องราวชีวิตลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น สิงห์สิบล้อ สายฟรุ้งฟริ้ง!“กิ่ง-พัลลภา อุสุพันธ์”สาวน้อยวัย 22 ปีจากถิ่นที่ราบสูงเมืองมุกดาหาร ที่จะนำเสนอต่อไปนี้ กับเส้นทางสายรถบรรทุกที่เธอต้องฝ่าฟันทุกปัญหาอุปสรรคด้วยลำแข้งเธอเอง ทั้งจากภูมิคุ้มกันจากคำพร่ำสอนของ“พ่อ”สุภาพบุรุษผู้ให้ทั้งชีวิตและสวมบทบาทเสมอเหมือน “บรมครูสิงห์สิบล้อ”

จนเธอได้มาทั้งใบปริญญาบัตร บวกด้วยปริญญาชีวิตกับประสบการณ์ตรงอันเลอค่าบนท้องถนน ที่สำคัญคือบทพิสูจน์ความสำเร็จบนเส้นทางชีวิต-อาชีพที่เธอจะเลือกเดินจากนี้ไป!

การสร้างสรรค์งานสักชิ้นบนโลกกว้างยุคนี้ดูแคบคงเพราะถูกเชื่อมโยงเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ด้วยบทสนทนาเพียงไม่ถึงครึ่งชม.ทางโทรศัพท์จากต้นสาย ณ เมืองหลวงศิวิไลซ์กับปลายสาย ณ มุกดาหารดินแดนที่ราบสูง แล้วกลั่นเป็นบทความสะท้อนมุมคิด/ประสบการณ์หวังให้เป็นเกร็ดชีวิตสำหรับผู้โหยหาแรงบันดาลใจบ้างไม่มากก็น้อย

ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับท่านผู้อ่านอันทรงเกียรติ-ภูมิรู้จะมองหรือสว่างโล่งในคมเหลี่ยมไหน!?

จากเส้นสายปลาแดก…สู่เส้นทางสายรถบรรทุก

ด้วยฐานะระดับรากหญ้าจากครอบครัวชาวไร่ชาวนาเป็นตัวเร่งเร้าให้เธอจำต้องห่างจากอ้อมอกผู้เป็นแม่ตั้งแต่ยังเล็ก ติดสอยห้อยตามผู้เป็นพ่อที่ยึดอาชีพขับสิบล้อเลี้ยงดูลูกและเมีย เดินทางรอนแรมใกล้ไกลกินนอนบนรถยักษ์จนชิน กลายเป็นความผูกพันและเบ้าหลอมใฝ่ฝันในชีวิต “สักวันหนึ่งอยากขับสิบล้อได้เก่งเหมือนคุณพ่อที่เธอมองเป็นฮีโร่ในใจเสมอ”

น้องกิ่งเป็นคนมุกดาหารโดยกำเนิดเกิดในครอบครัวชาวไร่ชาวนา เป็นน้องนุชคนสุดท้องของครอบครัวอุสุพันธ์ คุณพ่อมีอาชีพเป็นคนขับรถบรรทุกให้กับบริษัทสหขนส่งฯถึงวันนี้ก็กว่า 30 ปีแล้วที่คุณพ่อผู้เป็นเสมือนเสาหลักของครอบครัวยึดเป็นอาชีพหลักเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย ส่วนคุณแม่เป็นมีอาชีพทำไร่ทำนาทั่วไป โดยเธอมีพี่สาวอีกคน

เธอเล่าว่า“จำความได้ก็อยู่กินเล่นบนรถแล้ว คุณแม่เล่าให้ฟังคุณพ่อไกว่เปลกล่อมให้นอนข้างๆรถบรรทุก”ด้วยความจำเป็นทางฐานะความเป็นอยู่บีบบังคับให้ดิ้นรน แม่ก็ต้องดูแลพี่สาวพาไปทำนาทำสวน คุณแม่ไม่สามารถดูแลลูกได้ทั้ง 2 คน เธอจึงจำเป็นต้องตามคุณพ่อไปกับรถบรรทุกตั้งแต่เข้าเรียนอนุบาล แม้เมื่อถึงวัยต้องเข้าโรงเรียนระดับประถม-มัธยมถึงวันหยุดก็ต้องติดสอยห้อยตามคุณพ่อไปด้วยตลอด

ยามเมื่อไปไกลกลับมาไม่ทันโรงเรียนก็กระทบต่อการเรียนบ้าง แต่เธอเป็นขยันเอาหนังสือไปอ่านบนรถตลอด เมื่อถึงเวลาเข้ารั้วมหาวิทยาลัยเธอก็เลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยใกล้บ้านเกิด โดยเลือกมหาวิทยลัยราชภัฏสกลนคร ต้องเดินทางไปๆมาๆที่มุกดาหารด้วยระยะทางกว่า 100 กม. เมื่อขึ้นปี 2 ก็เริ่มขับรถช่วยพ่อได้แล้ว โดยอาศัยช่วงวันหยุดช่วยพ่อทำงาน แต่เธอก็สามารถคว้าปริญญาตรีจากคณะบริหารธุรกิจ (เกียรตินิยมอันดับ1) ในปี62 ด้วยเวลา 3 ปีครึ่งในวัย 22 ปี

“ขับรถใหญ่ อย่าใจใหญ่ ให้ใจเย็นไว้ก่อน” พ่อสอนไว้!

เมื่อถามว่าเริ่มขับรถเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่? เธอบอกคุณพ่อเริ่มสอนสรรพวิชาขับรถบรรทุกให้เธอตั้งแต่เธออยู่มัธยมต้น และขับได้ขับเป็นตั้งแต่มัธยมต้นเลย แต่มาขับจริงจังที่คุณพ่อปล่อยให้ขับก็อยู่มัธยมปลายแล้ว เวลานั่งไปกับคุณพ่อก็จะชอบสังเกตพฤติกรรมการขับรถของคุณพ่อตลอดและคุณพ่อก็จะสอนตลอดขับยังไงอันตราย ขับยังไงปลอดภัย สอนให้ใจเย็น โชคดีที่คุณพ่อเป็นคนใจเย็นมากๆ ก็ได้ถ่ายทอดและส่งผลดีต่อตัวเธอให้เป็นคนใจเย็น

ที่จริงแล้วความรับผิดชอบอาชีพหลังพวงมาลัยเจ้ารถยักษ์มันเหลือคณามาก การขับได้กับขับเป็นนี่ต่างกันยังฟ้ากับเหว ความรับผิดชอบต่อสังคมและเพื่อนร่วมทางต้องคำนึงถึงความปลอดภัยมาก่อน อย่าลืมเราเป็นรถใหญ่กินพื้นที่ถนน เวลาเกิดอุบัติมามันยิ่งทวีความเสียหายมากทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ยิ่งเป็นรถคันใหญ่ก็รับผิดชอบมากกว่าเขา และที่สำคัญอย่าเห็นแก่ตัว

ค่านิยมเก่าโบราณไม่ว่านักเลงถนน จ้าวถนน มาเฟียถนน และมั่วยาเสพติด เหล่านี้ต้องทิ้งไปซะ อย่ากร่างและฮึกเฮิมเพียงเพราะตัวเองขับรถคันใหญ่กว่า ฉันไม่กลัวใครทั้งนั้น ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ ควรคิดใหม่ทำใหม่เริ่มจากฝึกและพัฒนาทักษะการขับรถที่ดีมีความรับผิดชอบ มีจิตใต้สำนึกที่ดีต่อสังคมรอบบ้าง และเพื่อนร่วมทางอยู่เสมอ

ลำบากเพียงใดก็…ไม่ทิ้งการเรียน!

เคยมีคนมาถามตอนที่ตามคุณพ่อไปเวลาที่เอาหนังสือมาอ่านด้วย มักจะถามว่าจะอ่านไปทำไมก็จะยึดอาชีพขับรถอยู่แล้วไม่ใช่หรอ แต่เธอกลับมองว่าอยากลบคำสบประมาทจากสังคมที่มองว่า “คนขับรถบรรทุกไม่มีการศึกษา เป็นอาชีพที่ต้อยต่ำไม่ค่อยมีใครมองเห็นสำคัญ”

จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เธอไม่ยอมทิ้งการเรียนและมองเห็นสำคัญของการศึกษา แม้จะมีปัญหาอุปสรรคเธอก็อดทนและเพียรพยายามจนจบปริญญตรีได้ในที่สุด

จากประสบการณ์ที่ได้ติดตามคุณพ่อมาตลอดวงการคนขับรถบรรทุกมีวิวัฒนาการจากยุคก่อนอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังตั้งคำถามเสมอว่าทำไมคนยุคนี้ไม่จำและไม่นำสิ่งดีๆที่รุ่นพ่อเรามาใช้บ้าง เมื่อก่อนไม่ค่อยเห็นพฤติกรรมคนขับรถบรรทุกแบบโลดโผน ขับรถหวาดเสียว มีพฤติกรรมนักเลงใส่เพื่อนร่วมเดินทาง เวลาไม่พอใจก็ลงมาต่อยกันตีกัน

ฝากข้อคิดสะกิดใจ!พี่น้องวงการเดียวกัน

อยากฝากถึงพี่น้องรถบรรทุกด้วยกันอย่าหาว่าหนูเป็นใครกล้าดียังไงมาสอน แค่ฝากข้อคิดเท่านั้น วงการเรายุคนี้อย่าอิงกระแสมากเกินไป เช่น พฤติกรรมการตีบแตรไล่ดังๆ มันไม่ได้เท่อะไรเลย มีแต่จะสร้างความรำคาญให้ผู้อื่น การติดสติกเกอร์ต้องอยู่กลุ่มนี้กลุ่มนั้นนะ เมื่อก่อนไม่เห็นมีเลย เวลาไปขึ้นงานลงงานเจอกันก็ยังทักทายกันได้หมด

รวมทั้งข้อคิดเรื่องจิตสำนึก พยายามอย่าเห็นแก่กันให้มาก ยิ่งคนสมัยใหม่ที่เพิ่งขับรถเป็นนี่เลือดร้อนซะเหลือเกิน ก็อยากฝากถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องช่วยจัดให้มีการอบรมบ่อยๆบ้างก็ดี หรือไม่บริษัทที่ขึ้นงานลงงานก็ได้ช่วยจัดให้มีการอบรมเสริมความรู้ ความรับผิดชอบ และช่วยกันปลูกจิตสำนึกที่ดีให้มากขึ้นกว่านี้ ไม่ใช่เพื่อใครก็เพื่อวงการพวกเรานี่แหล่ะ

ฝากหนักๆเลยถึงคนอาชีพเดียวกัน โดยเฉพาะบรรดาคุณพี่ คุณอา และคุณลุงๆทั้งหลายแหล่“ยามเมื่อกายต้องห่างไกลจากครอบครัวต้องเจอสิ่งเร้าเยอะ อย่าวอกแวกแวะคาราโอเกะซื้อพวงมาลัยแพงๆ จนลืมคิดถึงคนข้างหลัง ควรที่ต้องหักห้ามใจให้ได้ แค่แรงแต่ละบาทกว่าจะได้มาก็ต้องแลกกับความเหนื่อยล้า”

อีกทั้งต้องช่วยกันลบคำสบประมาทที่เขาดูถูกดูแคลนพวกเราให้ได้ มองว่าเราทำอาชีพต้อยต่ำไร้เกียรติ ต้องเริ่มจาการพัฒนาตัวเอง ปลูกฝังค่านิยมที่ดี และมีจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมรอบข้างให้มากๆ เราขับรถใหญ่ความรับผิดชอบต้องใหญ่กว่าเขา ทั้งสินค้า ชีวิต และเพื่อนร่วมทาง อย่าใจร้อนและประมาท เวลาอารมณ์ร้อนก็ให้ใจเย็นๆและให้นึกถึงหน้าครอบครัวไว้ก่อน

คนรุ่นใหม่มองวงการนี้อย่างไรบ้าง?

เธอบอกโลกเปลี่ยนไปคนมีการศึกษาสูง เทคโนโลยีก็สูง แต่กลับเป็นว่าศักยภาพคนขับรถบรรทุกลดลง โดยเฉพาะคนขับคนไทยพากันใจร้อนมาก  เกรี้ยวกราด ฉุนเฉียว เอาอารมณ์ตัวเองเป็นที่ตั้ง และประมาทกันมาก

 หากไปย้อนดูสถิติอุบัติเหตุที่เกิดขึ่นตามท้องถนนมาจากรถใหญ่ค่อนข้างจะมีบ่อยมาก เธอมองว่าสาเหตุส่วนใหญ่มาจากความไม่มีวินัยและเห็นแก่ตัว อยากจะแทรกตรงไหนก็แทรกตามใจฉัน

การบีบแตรทักทายกันยาวๆในที่ชุมชนหรือที่สาธารณะก็เช่นกัน เป็นอะไรที่ไม่น่ารักเลย หนูมองว่าคงต้องถึงเวลาต้องปฏิรูปแล้วมั้ง? วงการรถบรรทุกในทุกระดับชั้น แม้แต่ภาครัฐเองเวลาสอบใบขับขี่ เช่น ท.3 ที่เธอไปสอบก็ใช้เวลาอบรมแค่ 3 วันมันน้อยไปหรือเปล่า?

สำหรับความรู้และประสบการณ์ที่เราต้องมาใช้และต้องร่วมรับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมทาง ส่วนตัวมองว่าหน่วยงานภาครัฐเองอาจจะร่วมมือกับภาคเอกชนจัดกิจกรรมจัดอบรมกันอยู่บ่อยๆ เพื่อเป็นการยกระดับวงการรองรับการขยายตัวธุรกิจขนส่งสินค้าในอนาคต

เพศสภาพ “อิสตรี”เป็นอุปสรรคหรือไม่?

ด้วยเพศสภาพ “อิสตรี” สวยใสสมวัย 22 ปี ที่ต้องควบคุมเจ้ารถยักษ์ไปสู่จุดหมายปลายทาง กับภารกิจอันท้าทายท่ามกลาง“เสือ สิงห์ กระทิง แรด”ในวงการบนเส้นทางหฤโหด ดิบ และเถื่อน ที่ต้องพบเจอบ่อยๆ เธอรับมือกับสิ่งเหล่านี้อย่างไรบ้าง?

เธอบอกกว่า 99 % อาชีพขับรถบรรทุกล้วนเป็นผู้ชายทั้งนั้น ไม่ค่อยเห็นมีผู้หญิงขับเท่าไหร่ แต่ระยะหลังมานี้ก็เริ่มมีผู้หญิงก้าวเข้ามากันบ้างแล้ว แต่ก็ไม่มากเท่าไหร่นัก ด้วยประสบการณ์ที่มีมาและด้วยวิชาและความรู้รอบตัวที่พ่อพร่ำสอนมา เชื่อตัวเองรับมือได้และสามารถทำหน้าที่ได้ไม่แพ้ผู้ชายอกสามศอก

ถามว่าเพศสภาพอิสตรีอย่างเธอมีปัญหาและอุปสรรคอะไรหรือไม่? เธอตอบด้วยความมั่นใจว่า “ไม่มีปัญหาเลยค่ะ นอกจากช่วงวันนั้นของเดือน ซึ่งอาจมีอารมณ์นอยด์ๆบ้าง” เล่นเอาต้นทางคู่สนทนาอย่างผมอดยิ้มไม่ได้และหยุดจะซักถามเธอต่อในประเด็นนี้

ประมาณขอละไว้ในฐานที่เข้าใจพลางนึกอยู่ในใจว่าแม้ฉันเป็นผู้ชายอกสามศอก แต่ก็เข้าใจตัวเธอ..นะย่ะ!

อาชีพนี้สอนอะไรเราบ้าง?

อย่างแรกสอนให้รู้จักรสชาติความอดทน เพราะอาชีพนี้ต้องอดทนต่อความเหนื่อยล้าจากการขับรถระยะทางไกลๆกินนอนบนรถ การอดหลับอดนอนเป็นอะไรที่ทรมานมาก ต่อมาคือสอนให้ใจเย็น เวลาเจอรถบีบแตรใส่ เปิดไฟใส่นี่ใจร้อนไม่ได้เลย

พ่อสอนและย้ำอยู่เสมอว่า“ขับรถใหญ่อย่าใจใหญ่เหมือนรถ คนกับรถต้องใจเดียวกัน อย่าเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง คิดถึงครอบครัวและคนข้างหลังเข้าไว้”

ด้านสังคมมันสอนอะไรเราอย่าไปไว้ใจคนแปลกหน้า ทั้งไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหนทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน ยิ่งเราเป็นผู้หญิงขับรถบรรทุกต้องเรียนรู้ผู้คนในสังคมให้รอบด้าน ยิ่งหนูชอบแต่งตัวรักสวยรักงามให้ดูฟรุ้งฟริ้งตามวัยและสมัยนิยม ก็ต้องระวังตัวให้มากเป็นพิเศษ

ระหว่างทางหรือยามที่ต้องขึ้นของลงของตามสถานที่ต่างๆต้องเจอคนหมู่มากหลายประเภท ต้องรู้จักเอาตัวรอด หากคนไหนพูดจาไม่ให้เกียรติ และไม่สุภาพ นี่ตัดออกไปได้เลย และต้องอยู่ให้ห่างเข้าไว้เป็นการดี

อาชีพนี้เลี้ยงดูครอบครัวรอดหรอ?

เธอบอกอาชีพนี้เป็นอาชีพหลักที่เลี้ยงครอบครัวเลยแหล่ะ แม้ในสายตาใครต่อใครอาจจะดูหมิ่นดูแคลนว่าต่ำต้อยก็ตาม แต่เธอมองว่าเป็นอาชีพมีเกียรติไม่ด้อยไปกว่าอาชีพอื่นๆ ซึ่งก็ขึ้นกับคนนั้นๆเองแหล่ะว่าจะทำตัวเอง หรือมีพฤติกรรมการขับรถที่ดีๆให้สังคมได้จดจำหรือให้เกียรติบ้างหรือเปล่า

คุณพ่อยึดอาชีพนี้เลี้ยงครอบครัวส่งเสียพี่สาวและตัวเธอได้เล่าเรียนจนจบ ป.ตรีก็เพราะอาชีพหลังพวงมาลัยนี้แหล่ะ!

ยิ่งตัวเธออยู่กับคุณพ่อมาตั้งแต่เด็กๆ เห็นคุณพ่อเหนื่อย อดหลับอดนอน ก็เลยคิดถึงความลำบากตรงนี้ไม่ได้ อยากทำงานเก็บเงินและคิดถึงคนข้างหลังเป็นหลัก

ปัจจุบันน้องกิ่งอายุ 22 ปีเป็นสาวสะพรั่งเต็มตัว เธอไม่หยุดนิ่งพัฒนาตัวเองเธอได้ไปสมัครสอบใบอนุญาตขับขี่ ท.3 จนได้มาเรียบร้อย และเมื่อถึงอายุ 25 ปีก็จะไปสมัตรสอบ ท.4 อีกด้วยระหว่างที่รอเรียกตัวสัมภาษณ์งานที่เธอได้หย่อนใบสมัครไว้ หากเป็นไปได้เธอบอกอยากเลือกสถานที่ทำงานไม่ไกลมุกดาหารเป็นเกิดของเธอ เพื่อจะได้อยู่ดูแลพ่อแม่ของเธอนั่นเอง

นอกเหนือจากช่วยคุณพ่อขับรถแล้วเธอยังรับเป็นตัวกลางหางาน-รับงาน-ปล่อยงานขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ทุกประเภท ด้วยประสบการณ์จากการขับรถบรรทุกส่งสินค้าขึ้นของลงของ ขนาบข้างกับไหวพริบปฏิภาณและความรับผิดชอบสูงของเธอ บวกกับสาขาวิชาที่จบมาด้านการตลาด ที่เธอสามารถประยุกต์ใช้เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว

เป็นใบเบิกทางให้บรรดาอาเฮียอาซ้อเถ้าแก่ขนส่งต่างไว้วางใจและปล่อยงานให้เธอมากขึ้นเรื่อยๆ!

คำถามสุดท้าย!แล้วเรื่องหัวใจล่ะ?

เธอบอกว่าหนุ่มๆที่จะเข้ามาขายขนมจีบควรเข้าใจเธอนิดนึง เพราะเธอไม่ค่อยมีเวลา แต่หากได้คบใครและรักใครจะรักเดียวใจเดียว เธอย้ำและแย้มนิดว่าหากไม่ใช่สายงานเดียวกันก็คงยากที่จะเข้าใจและไปด้วยกันยาก“หนูไม่ค่อยมีเวลามาคุยมาเล่นโซเชียลหรอก รับได้ก็รับไปรับไม่ได้ก็ผ่าน ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงสร้างเนื้อสร้างตัว จะเข้ามาจีบแล้วทำตัวเยอะก็ขออนุญาตผ่านค่ะ”

ช่วงนี้ขอโฟกัสเรื่องานและครอบครัวเป็นหลัก เรื่องรักเรื่องหัวใจเอาไว้ทีหลัง เพราะคิดว่าเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมมีการงานมั่นคงทุกอย่างก็จะเข้ามาเอง กิ่งชอบแต่งตัว รักสวยรักงานตามวัย แต่ก็ไม่ถึงกับสายหวานมาก มีเวลาว่างก็จะให้กับครอบครัวเป็นหลัก”เธอย้ำในตอนท้าย

ทั้งหมดคือเส้นทางชีวิตน้องกิ่งที่เปิดฟลอร์เริงระบำตามสำนวนโวหารที่ร่ายมานี้ อาจเป็นนำมาเป็น “กรณีศึกษา-ตำราเล่มใหญ่”สำหรับใครต่อใครที่อาจจะยึดเป็น“ต้นแบบการสู้ชีวิต” หรือไอดอลในการสร้างแรงบันดาลใจสร้างฝันสู่ความสำเร็จ ทั้งในแง่การดิ้นรนสู้ชีวิตไม่ยอมแพ้โชคชะตา และมีความขยันอดทนสูง

หรือแม้กระทั่งในแง่มุมการใฝ่เรียนแม้จะเผชิญกับปัญหารุมเร้ารอบทิศทาง แต่เธอก็ฝ่าฟันขยันเพียรพยายามจนคว้าปริญญาเกียรตินิยมอันดับ 1 ในเวลา 3 ปีครึ่งให้พ่อแม่และครอบครัวได้ภาคภูมิใจ

จากเส้นทางสายปลาแดกแหวกม่านเพศสภาพ “อิสตรี” มิอาจเป็นกำแพงโลหะสกัดความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของสาวมุกดาหาร ให้เจริญรอยตามเส้นทางที่“พ่อผู้บังเกิดเกล้า”ของเธอเคยเดินได้ แม้เส้นทางนี้อาจไม่ใช่การกุมอำนาจความเร็ว-ช้ารถบรรทุกขนส่งสินค้าจากต้นทางถึงปลายทางโดยตรงก็ตาม

ด้วยวัยเพียง 22 ปีเธอยังเปี่ยมด้วยความรับผิดชอบสูง มีมุมมองต่อสังคมและคมคิดการใช้ชีวิตที่ใหญ่เกินตัว ไม่บิดเบี้ยวจากครรลองความจริงของสังคม บวกด้วยแรงกระหายความสำเร็จเต็มพิกัดด้วยแล้ว เป็นต้นทุนหนุนให้ประตูแห่งชัยชนะเทพีแห่งโชคยังเปิดกว้างรอเธออยู่เสนอ

ใครจะไปหยั่งรู้อนาคตข้างหน้าได้ล่ะว่า “อิสตรีสิงห์สิบล้อ”สายฟรุ้งฟริ้ง “กิ่ง-พัลลภา อุสุพันธ์”ลูกข้าวเหนียวจากมุกดาหารคนนี้ อาจพุ่งทะยานสู่ความสำเร็จและได้ไปไกลเกินกว่าที่เธอวาดฝันเอาไว้ ก็…เป็น…ไป…ได้!

….แม่นบ่ล่ะครับพี่น้อง!

:ขันธ์ธีร์