FTA อียู-เวียดนาม อีก 5 ปีแซงหน้าไทย

0
18

ควันหลงจากการจัดงานสัมมนา “ โอกาสและความท้าทายของไทยในการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทยและสหภาพยุโรป หรือ FTA ไทย – อียู เมื่อวันที่ 23 ก.ย.2562  ที่ผ่านมา  ซึ่งภาครัฐได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน 

ผู้แทนจากหอการค้าไทย  ซึ่งเป็น  1 ในผู้เข้าร่วมงานสัมมนา มองว่า   แม้เวียดนามได้ทำ FTA กับ อียู แล้ว และได้ประโยชน์ทางการค้า   โดยเฉพาะสินค้าเกษตร  ขณะที่ไทยยังอยู่ระหว่างการศึกษาก็ตาม   แต่สินค้าไทยก็มีมาตรฐานได้รับความเชื่อถือจากอียูมากกว่า

ผลการรับฟังความคิดเห็นที่มีหลากหลาย  และเห็นด้วยที่ไทยจะต้องเร่งฟื้นการเจราจา  FTA ระหว่างไทยกับอียู ที่หยุดชะงักมานานกว่า 5 ปี  หลังจากนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งรัดฟื้นการเจรจา FTA  เพราะเหตุผลกลใดหรือ

วิศิษฐ์  ลิ้มลือชา   นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป  เปิดเผยกับ LOGISTICS TIME ว่า  ภายหลังหยุดชะงักการเจราจา FTA ไทย-อียู  5 ปี   การเริ่มต้นจำเป็นต้องทบทวนกันใหม่ การเปิดรับฟังความคิดเห็นมีการพูดถึงสินค้าส่งออกประเภทไหนไปยังอียูได้ดี และสินค้าตัวไหนถ้าเปิด FTA แล้วสามารถแข่งขันได้ รวมถึง ปัญหาอุปสรรคสินค้าที่เปิด FTA แล้วจะเข้ามาแข่งขันกับสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยถูกกระทบหรือไม่   สรุปผลการประชุมดังกล่าวพูดคุยกันอย่างกว้างขวาง ดังรายละเอียดต่อไปนี้

“ ประเด็นแรกเริ่มต้นถึงความจำเป็นหรือไม่ เราต้องทำ FTA กับ อียู   หากเริ่มต้นปี 2015 ไทยเราถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ก่อนหน้านี้ไทยได้ GSP จากทางอียู  ซึ่งเป็นการให้เปล่าที่มอบให้ประเทศกำลังพัฒนาเป็นการให้แต้มต่อ   แต่เมื่อถูกตัด GSP ได้รับกระทบตัวเลขส่งออกลดลงทันที   ขณะนี้สินค่าเกษตรส่งออกลดลงไม่เท่ากับสมัยได้สิทธิ GSP  เพราะว่าขณะนี้เราถูกมองว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงแล้ว ไม่ต้องช่วยเหลือ GSP แล้ว  ดังนั้น สินค้าที่ส่งไปยังตลาดอียูตอนนี้ต้องเสียภาษีนำเข้าเต็มพิกัด

ตัวอย่าง สินค้าที่อุปสรรคในตลาดยุโรปในอดีตส่งออกเป็นจำนวนมาก เช่น สับปะรดกระป๋องเสียภาษีนำเข้าอียูอยู่ที่  18.5 %  ขณะที่ประเทศคู่แข่งเรา อินโดนีเซีย การส่งออกสับปะรดกระป๋อง เสียภาษี 15%  ส่วนฟิลิปปินส์ ได้สิทธิ GSP Plus ส่งสับปะรดกระป๋องเสียภาษี 0%

 FTA อียู-เวียดนาม  แซงหน้าสินค้าไทย

 “ แต้มต่อการแข่งขันทางการค้าเราลดลงเรื่อยๆ ประเทศเพื่อนบ้านเราขยับขึ้นมาเรื่อยๆ ภาษีแตกต่างกันถึง 10% โอกาสไทยจะแข่งขันทางการค้าตลาดอียูนั้นยากมากๆ  ดังนั้น ทางออกมีวิธีเดียว นั่นคือ เจรจาให้อียูลดภาษีนำเข้ากับกลุ่มสินค้าไทย   แต่อียูคงไม่ให้สิทธิ GSP กลับมาให้ไทยง่ายๆ การเจราจาจะเป็นลักษณะ FTA หรือแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันต่างฝ่ายต่างลดภาษีให้กันและกัน”   

ประเด็นที่สอง ในขณะที่เรายังไม่ได้เริ่มเจราจาอย่างเป็นทางการ ประเทศเพื่อน สิงค์โปร เวียดนาม ก็เจราจาทำ FTA กับอียูแล้ว เวียดนามน่าจะลงนามเดือนตุลาคมนี้ แปลว่า 2 ประเทศนี้จะได้สิทธิ FTA ก่อนไทย เพราะเรายังไม่เริ่มอะไร  ประเมินว่า สิงคโปร์ภายใน 5 ปีสินค้าส่งออกไปอียูภาษีเป็น 0% ส่วนเวียดนามภายใน 7 ปี ภาษีนำเข้าอียูเป็น 0% เช่นกัน

นั่นแปลว่า ถ้าเราไม่ได้เจราจา ภาษียังต้องเสียเหมือนเดิม ความแตกต่างเรื่องภาษี ถามว่า โอกาสการแข่งขันจะอยู่ตรงไหน แม้ว่าสินค้าไทยเรามีคุณภาพสูงกว่าเยอะก็ตาม ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย  สินค้าคุณภาพต้องขายแพงกว่าเกือบ 20% ยิ่งภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว  โอกาสการแข่งขันทางการค้ากระทำได้ยากสุดสุด ดังนั้น เราคงต้องเดินหน้าเจราจา FTA ต่อในเชิงสินค้าส่งออกประเภทนี้    ขณะเดียวกัน สินค้าอาหารบางชนิดอาจจะได้รับกระทบด้านลบ เพราะอียูมีสิทธิส่งสินค้ากลับมาในประเทศไทยได้  นี่เป็นมาตรการหนึ่งที่มีการพุดคุยในงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา

จัดตั้งกองทุน FTA รองรับผลกระทบ  

สำหรับมาตรการรับมือผลกระทบหากเจรจา FTA สำเร็จแล้ว   เราก็มีการพูดถึงผลกระทบกันสินค้าในประเทศ ว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือรองรับผลกระทบกับสินค้าเหล่านั้นอย่างไร หรือว่าวิธีอะไรสามารถขายสินค้านั้นได้อยู่  หรือปรับเปลี่ยนไปทำอะไร มาตรการรองรับผลกระทบต้องมีกองทุน FTA ที่ผ่านมา การดำเนินงานจัดทำกองทุน FTA ยังไม่มีทำอะไรให้เป็นทางการ มีแต่เฉพาะต้องของบประมาณเป็นรายปีเท่านั้น หากปีไหนงบประมาณมีจำกัดอาจจะไม่มีงบประมาณสนับสนุนกองทุน FTA ก็อาจจะเกิดขึ้นได้   ดังนั้น มาตรการรองรับผลกระทบจากการเปิด FTA ไทย อียู ต้องทำให้เกิดความชัดเจน และมีตัวช่วยจริง ทั้งยังอยู่ตลอดต่อเนื่อง

วิศิษฐ์ กล่าวต่ออีกว่า  อย่างไรก็ตาม โลกยุดปัจจุบัน  การซื้อ-ขาย สินค้าระหว่างกันจะมีวิธีกีดกันไม่ให้ประเทศตนเองเสียดุลการค้ากับประเทศคู่ค้า  เพราะฉะนั้น ความยุติธรรมอยู่ที่การแลกเปลี่ยนอย่างนี้  FTA คือ การแลกเปลี่ยนซื้อ – ขายสินค้าระหว่างกันและกัน เราอยากนำสินค้าชนิดนี้เข้าไปขายยังตลาดประเทศนี้ แต่เราก็ต้องยอมให้ประเทศนั้นนำเข้าสินค้ามาขายกับประเทศเราเช่นกัน เช่นสินค้าหมวดอาหาร เนื้อสัตว์ต่าง ๆ  ซอสปรุงรส  เครื่องปรุงรสต่าง ๆ  กลุ่มสินค้าเหล่านี้สามารถทำตลาดได้ดีในกลุ่มประเทศอียู  

นอกจากนี้ ยังมีผัก ผลไม้แปรรูป   และกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง สุนัข แมว  สินค้าไทยได้รับการยอมรับมากตลาดอียูเติบโตดีมาก  สินค้าไทยยังมีโอกาสเติบโต  ขณะทีสินค้าที่จะมานำประเทศไทย เช่น  ประเภทผลิตภัณฑ์นม  ซอสปรุงรส 

ขณะเดียวกัน  การส่งออกสินค้าอียูยังพิจารณาสินค้าแต่ละประเทศอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการเกี่ยวกับมาตรฐานการเพาะปลูก GAP การบรรจุกล่อง GMP  รวมถึง GI หรือ บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ถิ่นกำเนิด ต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ 

สำหรับขั้นตอนการเจรจา  FTA ไทย – อียู หลังจากนี้  ขั้นตอนต่อไป การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ  ยังอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นต่ออีก  เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา นับเป็นเวทีแรก  จากนี้กรมเจราจาการค้าระหว่างประเทศคงเปิดรับฟังความคิดไปยังภูมิภาคต่างๆ อีก เท่าที่ทราบกรมเจราจาจะให้ทันสิ้นปีนี้ เพราะล่าช้าออกไปไม่เป็นผลดีกับการส่งออกสินค้าไทยไปอียู  โอกาสการเติบโตทางการค้าปัจจุบันสินค้าไทยส่งออกไปอียูอยู่ที่ 10% แต่ล่าสุดลดลงเหลืออยู่ที่ 9% ส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจในอียูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ด้วย 

นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญเกี่ยวกับกรณีแบรทซิท ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอังกฤษเป็นประเทศนำเข้าสินค้าลำดับต้นๆของอียู  ดังนั้น การทำ FTA กับอียู ครั้งนี้ก็รอบคอบเพื่อประโยชน์ประเทศโดยรวมมากที่สุด เท่าที่ดูมีความจำเป็นต้องดำเนินการเรื่องนี้