บางจากฯกางแผน 5 ปีทุ่ม 5 หมื่นล้าน ชูนวัตกรรมพัฒนาธุรกิจ รองรับเติบโตยั่งยืน

0
33

บางจากฯกางแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ลงทุน 50,000 ล้านบาท ตั้งเป้ามีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA) โตขึ้น 2.5 เท่าภายในปี 67 ชูนวัตกรรมพัฒนาธุรกิจสีเขียวอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องแนวธุรกิจ BCG Economy Model พร้อมส่ง BBGI เข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 63 เสริมสร้างความแข็งแกร่งกลุ่มบริษัท ในฐานะผู้นำเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ ประกาศจัดตั้ง SynBio Academy สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจชีวนวัตกรรมในประเทศไทย

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าภาพรวมของสถานการณ์ปัจจุบัน บริษัทฯยังคงได้รับผลกระทบจากความผันผวนของสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ธุรกิจน้ำมันอยู่ในช่วงขาลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวต่อเนื่องจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา และจีน ส่งผลให้ผลประกอบการในปี 2561 ต่อเนื่องมาถึงปี 2562 ของทั้งอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันรวมถึงของบริษัทฯ ปรับตัวลดลง

อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทฯได้เตรียมกลยุทธ์ในการพัฒนาศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในกระบวนการต่างๆ ตามแผนยุทธศาสตร์ปี 2563-2567 ที่จะใช้เงินลงทุน 50,000 ล้านบาท สำหรับพัฒนาและขยายธุรกิจ โดยตั้งเป้า EBITDA เติบโต 2.5 เท่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า

สำหรับกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน ในปี 2562 มีกำลังการผลิตเฉลี่ยที่ระดับ112,500 บาร์เรลต่อวัน และมีอัตรากำลังการผลิตสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 123,500 บาร์เรลต่อวัน ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังคงมีแผนยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มกำลังการกลั่นให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 120,000 บาร์เรลต่อวัน ภายในปี 2563

พร้อมศึกษาการลงทุนเพื่อปรับเป็นมาตรฐานยูโร 5 ทั้งโรงกลั่นคาดการณ์ว่าจะแล้วเสร็จในปี 2566 โดยคำนึงถึงความปลอดภัย ลดการใช้พลังงานภายใต้ความมุ่งมั่นในการเป็นโรงกลั่นสีเขียวที่ทันสมัยปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายจากการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานของโรงกลั่นจากการดำเนินโครงการ Rocket ให้ได้ไม่น้อยกว่า 900 ล้านบาทต่อปี ภายในสิ้นปี 2563

ในส่วนของธุรกิจการค้าน้ำมันโดย บริษัท BCP Trading จำกัด มีผลการดำเนินงานดีขึ้นจากปีก่อนทั้งด้านปริมาณการค้าและธุรกรรมการซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ รวมทั้งมีธุรกรรมกับบริษัทคู่ค้าใหม่เพิ่มขึ้น จะขยายธุรกิจ โดยเพิ่มยอดการจัดซื้อและจัดจำหน่ายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ ให้อยู่ในระดับ 250,000 บาร์เรลต่อวัน จากปัจจุบัน 68,000 บาร์เรลต่อวัน ในรูปแบบ Out-Out Trading ซึ่งเป็นการจัดซื้อและจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศโดยไม่นำเข้าประเทศไทยในสัดส่วน 50%

กลุ่มธุรกิจการตลาด ปัจจุบันแบรนด์บางจากฯ มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ในอันดับ 2 และมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 สามารถทำส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 16 % และมีสถิติสูงสุดอยู่ที่ 16.5% ในเดือนกันยายน และได้ก้าวขึ้นมาเป็นลำดับที่ 1ในใจของผู้ใช้บริการจากดัชนีวัดความพึงพอใจของลูกค้าตามผลประเมิน NetPromoter Score (NPS) ในปีนี้ โดยบริษัทฯได้ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้เติบโตสูงกว่าอัตราเติบโตเฉลี่ยของประเทศหรือสูงขึ้นถึง 18% ในปี 2567 และพัฒนาคุณภาพการให้บริการเพื่อตอบโจทย์และครองใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

พร้อมทั้งในปี 2563 จะลงทุนในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันอีก 2 พันล้านบาท ในการปรับปรุงโฉมของสถานีบริการ และการขยายสถานีบริการเพิ่มมอีก 60 แห่ง จากสิ้นปีนี้ มีสถานีบริการน้ำมันดยอุ๋ที่ 1,200 แห่ง  และพัฒนาต่อยอดและขยายสาขาร้านกาแฟอินทนิลรูปแบบใหม่ “Inthanin the Grocer” เพิ่มเป็น 860 สาขา พร้อมการขยายฐานผู้แทนจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังได้ทำข้อตกลงความร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในการขยายจุดชาร์จรถพลังงานไฟฟ้า EV Charger ในสถานีบริการน้ำมันบางจากไม่น้อยกว่า 62 สาขาทั่วประเทศ ภายในปี 2564 และสร้างรูปแบบธุรกิจแบบใหม่เปลี่ยนจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์เป็นการนำเสนอบริการ

กลุ่มธุรกิจผลิตไฟฟ้า โดยบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ต้นปี 2562 บริษัทฯได้มีการพัฒนาธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับบริษัทชั้นนำสร้างนวัตกรรมทางพลังงานใหม่ๆ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ซึ่งได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เมิ่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันยังคงสร้างความเติบโตในธุรกิจหลักของบริษัทฯด้วยการเข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ถือว่าเป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแห่งแรกของบริษัทฯ ทำให้ปัจจุบัน บริษัทฯมีกำลังการผลิตตามสัญญาทั้งหมดจำนวน 403.5 เมกะวัตต์ มีธุรกิจครอบคลุม 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ประกอบด้วย 4 เทคโนโลยี ได้แก่ โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ และพลังน้ำ จากนี้ไป บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจ ตั้งเป้า EBITDA เติบโตเฉลี่ย 15% สำหรับ 5 ปี ข้างหน้า (2563-2567) โดยใช้กลยุทธ์ 4Es ในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนขององค์กร ได้แก่ มุ่งเน้นการเติบโตในธุรกิจหลักของบริษัทฯ ด้วยการขยายธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่โดยวิธีการพัฒนาโครงการตั้งแต่แรกเริ่ม และการเข้าซื้อกิจการโครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว ขยายธุรกิจเพื่อรองรับทิศทางของธุรกิจพลังงานในอนาคต โดยการรุกข้าสู่ธุรกิจใหม่แต่ยังมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก อาทิ Digital energy,Energy storage, LNG to Power เป็นต้น และการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน

กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ โดยบริษัท บีบีจีไอ (จำกัด) มหาชนได้มีการขยายกำลังการผลิตเอทานอล จากโรงงานที่อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรีจาก 200,000 ลิตรต่อวันเป็น 300,000 ลิตรต่อวัน และขยายกำลังการผลิตไบโอดีเซลจาก 930,000 ลิตรต่อวันเป็น 1,000,000 ลิตรต่อวัน รวมทั้งมีโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและดำเนินโครงการก่อสร้างโรงกลั่นกลีเซอรีนให้บริสุทธิ์ถือเป็นธุรกิจและจำหน่ายเชื้อเพลิงชีวภาพที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่มีความพร้อมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง ทั้งด้านไบโอพลาสติก วัสดุชีวภาพ ฯลฯ

นอกจากนี้ยังเตรียมพร้อมในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ B100 เพิ่มขึ้นตามนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล (B100) ทั้งน้ำมันดีเซล B20 และ B10 เพื่อรองรับความต้องการใช้ในอนาคตตลอดจนหาโอกาสขยายการลงทุนเพิ่มในธุรกิจพลังงานชีวภาพผ่านการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2563 เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกลุ่มบริษัทฯในฐานะผู้นำเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ

พร้อมกันนี้ ยังได้ประกาศจัดตั้ง SynBio Academy ร่วมกับพันธมิตรในภาครัฐและเอกชนจากทั้งในและต่างประเทศ สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจชีวนวัตกรรมในประเทศไทยผ่านการอบรม การจัดประชุมการให้ข้อมูล ฯลฯ ในรูปแบบต่างๆ

กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ บางจากฯ เตรียมพร้อมสำหรับการรองรับอนาคตที่ไฟฟ้าจะกลายเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของโลก ส่งผลให้แบตเตอรี่มีบทบาทสำคัญ ด้วยการถือหุ้นเป็นอันดับ 2 ใน Lithium Americas Corp. ธุรกิจต้นน้ำของธุรกิจแบตเตอรี่ ซึ่งปัจจุบันมีกำลังการผลิตแร่ลิเทียมในเฟสที่ 1 เพิ่มขึ้นจาก 25,000 ตันต่อปี เป็น 40,000 ตันต่อปี รวมทั้งได้รับสิทธิ์ในการรับผลิตภัณฑ์จากแผนการจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ในปี 2564ไปจำหน่ายเป็นจำนวน 6,000 ตันต่อปี เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่ได้รับสิทธิ์ จำนวน 2,500 ตันต่อปี ซึ่งปริมาณแร่ลิเทียมดังกล่าว เพียงพอสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 120,000 คัน

นอกจากนี้ ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมผ่านบริษัท OKEA ที่นอร์เวย์ มีแหล่งน้ำมันดิบ Yme และ Grevling ในทะเลเหนือที่จะเริ่มเปิดดำเนินการเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้มีกำลังผลิตจากแหล่งน้ำมันดิบ 5 แหล่ง รวม 20 kboepd และบริษัทฯ จะยังคงแสวงหาแหล่งน้ำมันดิบและพลังงานใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

สำหรับสถาบันนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจ หรือ BiiCเน้นการเสาะหาการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพและกิจกรรมงานวิจัยพัฒนาร่วมกับหน่วยงานภายนอก เพื่อใช้นวัตกรรมต่อยอดขยายธุรกิจพลังงานสีเขียวและธุรกิจด้านชีวภาพทั้งในและนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 ได้ลงทุนในธุรกิจชีวภาพ 8 ล้านเหรียญสหรัฐ และธุรกิจพลังงานสะอาด 9 ล้านเหรียญ โดยได้ลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพด้านพลังงานของไทยด้วย