ห้ามสิบล้อวิ่ง”วันคี่”กระทบส่งออก…ใครรับผิดชอบ?

0
123

รู้กันทั้งป่าดงดิบสิบล้อเมืองไทยแล้วสำหรับมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อ 21 ม.ค.63 ที่เปิดไฟเขียวย๊าวยาวกับ 12 มาตรการล้อมคอกปัญหาฝุ่นPM2.5 พร้อมเปิดทางสะดวกโยธินให้หน่วยงานที่รับผิดชอบไปบังคับใช้ได้เต็มอัตราศึก

ทั้งมิติเข้มคุมรถบรรทุกเข้าสู่เมืองหลวง ปูพรมตรวจควันดำรถบรรทุก-รถโดยสาร คุมการปล่อยฝุ่นของโรงงาน ดูแลการก่อสร้างในเขตเมืองให้ลดฝุ่นลดจราจรติดขัด ห้ามการเผาในที่โล่ง ลดราคาน้ำมันดีเซลเกรดพรีเมียมที่ก่อฝุ่นน้อย ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว เป็นต้น

1 ใน 12 มาตรการที่ถือว่าเป็น “ยาแรง”กระแทกหัวอกสิงห์รถบรรทุกไปเต็มเปา ที่ว่ายาแรงก็เพราะเป็นการ “ห้ามรถบรรทุกสิบล้อ”ขึ้นไปวิ่งถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกรอบนอกในวันคี่โดยเด็ดขาด เริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น. – 21.00 น. และให้เข้าได้ในช่วงหลังเวลา 21.00น. – 05.00 น.ยกเว้นรถบรรทุกอาหารสดเท่านั้น ส่วนวันคู่สามารถเข้าได้ช่วงเวลาตามปกติ โดยมีระยะเวลา 2 เดือนสิ้นสุดเดือนกุมภาฯนี้

หวยออกมาแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับปฏิบัติการ “จับแพะบูชายัญ”ฝุ่น PM 2.5 ยังกับว่าพวกเขาเป็นต้นตอปัญหาแต่เพียงผู้เดียว ทั้งที่ต้นตอปัญหาฝุ่นในเมืองหลวงและปริมณฑลตามที่กรมควบคุมมลพิษร่ายเอาไว้ ร้อยละ 72.5 มาจากการคมนาคมขนส่ง เป็นรถบรรทุกกว่าร้อยละ 28 ร้อยละ 7 มาจากรถบัส ร้อยละ 21 มาจากรถกระบะ ร้อยละ10 มาจากรถยนต์ส่วนตัว และอีกร้อยละ 5 มาจากบรรดาแมงกะไซค์

แม้พอจะขืนใจให้รับได้ว่าเป็นมาตรการระยะสั้น และ…OK ต้นตอบ่อเกิดฝุ่นจิ๋วมหาภัยนั้น ร้อยละ 72.5 มาจากการคมนาคมขนส่ง โดยมาจากรถบรรทุกร้อยละ 28 ที่สังคมพยายามยัดเยียดว่าเป็นต้นตอตัวเอ้ฝุ่นเจ้ากรรมนายเวร PM2.5 อะไรเทือกนั้น  แต่รัฐกลับยัดเยียดให้สิบล้อซด “ยาแรง แต่เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น

แล้วรถบัส รถกระบะ รถยนต์ส่วนตัว หรือแม้แต่บรรดาแมงกะไซต์…ทำไมไม่กล้าอัญเชิญยาแรงให้ดื่มด่ำแก้กระหายคอแห้งบ้างล่ะ?   

เยี่ยงนี้แล้วมันคือการเลือกปฏิบัติใช่หรือไม่?และมันคือแก้ปัญหาที่ตรงจุดและเป็นธรรมสำหรับพี่น้องสิบล้อแล้วหรือไม่? แล้วความเดือดร้อนและผลกระทบที่เกิดขึ้น…ใครจะช่วยเยียวยาล่ะเจ้าคะพระเดชพระคุณท่าน?

เพราะการห้ามสิบล้อวิ่งถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกนี้ไม่ต่างอะไรกับ “ปิดตายรถสิบล้อ”วิ่งเข้าเขตชั้นในเมืองหลวง ระบบขนส่งเชื่อมจากเหนือ-อีสานเข้าใจกลางเมืองต่อไปท่าเรือและคลังสินค้าต่างๆ  หรือเชื่อมไปยังภาคกลาง และใต้แทบเป็นอัมพาต กระทบชิ่งซึมลึกถึงห่วงโซ่การขนส่งและโลจิสติกส์อื่นๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อรัฐห้ามสิบล้อวิ่งวันคี่ตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น. และเปิดให้เข้าได้ในช่วงหลังเวลา 21.00น. – 05.00 น.ยกเว้นรถบรรทุกอาหารสดเท่านั้น บรรดารถบรรทุกสิบล้อจากทุกสารทิศก็จะเกิดการ “แออัด”มัดรวมอยู่เขตรอบนอกรอเวลาวิ่งเข้าสู่ใจกลางกรุงในวันคู่  พอถึงวันคู่มวลหมู่สิบล้อก็ไหลรวมเข้าเขตชั้นใน มันจะไม่ก่อให้เกิดปริมาณรถที่หนาแน่นและการจราจรเกิดติดขัดวินาศสันตะโรมากกว่าเดิมหรือไม่?

แล้วปริมาณฝุ่นที่(อาจ)จะลดในวันคี่จากการบล็อกรถสิบล้อเข้ามาวุ่นวายตามเจตจำนงภาครัฐอะไรพันธุ์นั้น แต่มันจะมาเพิ่มดีกรีเข้มข้นในวันคู่หรือไม่ ?แล้วมันคุ้มค่าราคามาตรการที่รัฐภูมิใจนำเสนอหรือไม่?ครับท่านเจ้าคุณ!  

ผลกระทบสำมะคัญอย่างหนึ่งที่ทุกฝ่ายเป็นห่วงก็คือ “การส่งออก” ที่ปัจจุบันก็สาละวันเตี้ยลงอยู่แล้ว จะเป็นการซ้ำเติมหรือไม่?

ล่าสุด ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย “กลินท์  สารสิน” ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  ก็ออกแอ๊คติ้งแล้วว่าการห้ามรถบรรทุกเกิน 10 ล้อขึ้นไปวิ่งเข้าในพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ ทุกวันคี่ โดยเฉพาะห้ามรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์เพื่อส่งสินค้าไปท่าเรือด้วยจะกระทบระบบโลจิสติกส์ของผู้ส่งออกที่อาจมีความล่าช้า ส่งของไม่ทันเวลาตามที่คู่ค้ากำหนดได้

คำถามดังๆคือผลกระทบชิ่งส่งออกเยี่ยงนี้แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆก็ตาม มูลค่าความเสียหายและความเดือดร้อนในห่วงโซ่ที่เกิดขึ้นจากการห้ามสิบล้อวิ่งเข้ากรุงในวันคี่นั้น

 ...ใครจะรับผิดชอบค่ะคุณลุง?

:ปีศาจขนส่ง