สรรพากรเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ไล่ล่ารีดภาษี”กลุ่มที่เข้าไม่ถึง”

หลังสรรพากรจัดเก็บรายได้ 5 เดือนแรกปีงบ 2560 (ต.ค.59-ก.พ.60) หลุดเป้า 6 พันล้านบาท ล่าสุด เปิดแผนการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ2560 รุกเก็บภาษีเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มที่ยังเข้าไปไม่ถึง ส่งเจ้าหน้าที่ชุดพิเศษเก็บข้อมูล ล่อซื้อกลุ่มร้านกลางคืนทั้งร้านอาหาร ผับ บาร์ กลุ่มอาบ อบ นวดยันทัวร์ศูนย์เหรียญ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

0
284
หลังสรรพากรจัดเก็บรายได้ 5 เดือนแรกปีงบ 2560 (ต.ค.59-ก.พ.60) หลุดเป้า 6 พันล้านบาท ล่าสุด เปิดแผนการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ2560 รุกเก็บภาษีเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มที่ยังเข้าไปไม่ถึง ส่งเจ้าหน้าที่ชุดพิเศษเก็บข้อมูล ล่อซื้อกลุ่มร้านกลางคืนทั้งร้านอาหาร ผับ บาร์ กลุ่มอาบ อบ นวดยันทัวร์ศูนย์เหรียญ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
ายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยหลังได้ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุต สาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย เสวนาพิเศษในหัวข้อ “สิทธิประโยชน์จากการจดแจ้งทางภาษีอากรและการใช้งบการเงินที่ถูกต้อง” ว่าปัจจุบันมีจำนวนผู้ประกอบการที่ทะเบียนเป็นบริษัทนิติบุคคล  465,000 ราย จากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทั้งหมดกว่า 2 ล้านรายทั่วประเทศ โดยในจำนวนนี้ได้ยื่นภาษีและทำงบดุลได้อย่างถูกต้องมากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการกลุ่มนี้จะได้สิทธิ์ไม่โดนตรวจสอบภาษีย้อนหลังตามพระราชกฤษฎีกา ซึ่งไม่ใช่การนิรโทษกรรมภาษี โดยมาตรการนี้ทำให้รายได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) สูงขึ้นจากปกติ
“ผู้ประกอบการที่มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท เสียแวตเพิ่มขึ้น 4% และในส่วนผู้ประกอบการที่มีรายได้ 30 ล้านบาทขึ้นไป แต่ไม่ถึง 500 ล้านบาท เสียภาษีแวตเพิ่มขึ้น  3% ซึ่งส่งผลต่อระบบการชำระภาษีโดยรวม โดยเฉพาะภาษีแวตจากร้านค้าทองคำเดือนก.ย.ที่ผ่านมา เสียภาษีแวต 2.8 ล้านบาท และในเดือนธ.ค.59 เสียภาษีแวตเพิ่มขึ้นเป็น 28.2 ล้านบาท โดยมีผู้ประกอบร้านค้าทองคำเข้ามาจดทะเบียนเป็นบริษัทนิติบุคคลเพิ่ม 5,000 ราย จากผู้ประกอบการร้านค้าทองคำทั่วประเทศ 7,000 ราย”   
นอกจากนี้ ช่วงที่ผ่านมา กรมสรรพากรได้เตือนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ยังไม่ทำบัญชีเดียวให้รับดำเนินการให้ถูกต้อง เพราะปัจจุบันมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี  2.6 ล้านราย มีการทำบัญชีเดียว 1 ใน 3 เท่านั้น ที่เหลืออีก 2 ใน 3 หรือคิดเป็น 60% ยังมีหลายบัญชี ซึ่งไม่เป็นผลดีกับผู้ประกอบการ ในอนาคตเพราะจะได้รับโทษตามกฎหมาย ซึ่งมีทั้งการทำบัญชี หรืองบดุลที่แบบไม่ชัดเจน หรือไม่ครบถ้วน การยื่นงบดุลแบบถูกๆ ผิด ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสีเทา ก็จะไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงิน
อย่างไรก็ดี อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยถึงแผนการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ2560 ว่าล่าสุด กรมสรรพากรได้เสนอแผนดังกล่าวให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว โดยในปีงบประมาณ 2560 กรมสรรพากรได้รับหมายการจัดเก็บรายได้ประมาณการ 1.867 ล้านล้านบาท โดยการจัดเก็บรายได้ 5 เดือนแรกปีงบ 2560 (ต.ค.59-ก.พ.60) จัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 6,000 ล้านบาท ดังนั้น จำเป็นต้องจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มที่ยังเข้าไปไม่ถึง เช่น กลุ่มร้านกลางคืน ทั้งร้านอาหาร ผับ บาร์ กลุ่มอาบ อบ นวด บริษัททัวร์ศูนย์เหรียนและธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เป็นต้น
“ขณะนี้ กรมสรรพากรได้จัดหน้าที่ชุดพิเศษ ออกไปหาข่าว เก็บข้อมูลการเสียภาษีและล่อซื้อ ร้านกลางคืน เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยมีการส่งเจ้าหน้าที่จะไปนั่งสั่งอาหาร เครื่องดื่ม แล้วขอใบเสร็จ (บิล) เพื่อดูว่าให้บิลแบบมีใบกำกับภาษีหรือไม่ หรือให้บิลแบบเงินสด เพราะเท่าที่ดูในกลุ่มนี้ยังเสียภาษีไม่ถูกต้อง อยากให้มาเสียภาษีให้ถูกต้อง แม้ว่าเม็ดเงินภาษีจะเก็บได้ไม่มากนัก แต่เป็นการทำให้ผู้ประกอบการอยู่ในระบบภาษีให้มากขึ้น ประเมินว่ากลุ่มผู้ประกอบการร้านค้ากลางคืนมีไม่ต่ำกว่า 10,000 ร้านทั่วประเทศ”
ขอบขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.matichon.co.th