TILOG–LOGISTIX 2018 เวทีบูรณาการโลจิสติกส์ไทย สร้างโอกาสเชื่อมโยงสู่ภูมิภาค

0
88

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผนึกรี้ด เทรดเด็กซ์ จัดงาน TILOG–LOGISTIX 2018 เวทีบูรณาการส่งเสริมการพัฒนาและเชื่อมโยงธุรกิจการค้าโลจิสติกส์ไทยสู่ฮับอาเซียน ปลื้มผู้แสดงสินค้ากว่า 415  แบรนด์จาก 25 ประเทศร่วมโชว์เทคโนโลยี นวัตกรรม โซลูชั่นและบริการด้านโลจิสติกส์ พร้อมกิจกรรมเพิ่มองค์ความรู้ และสัมมนาระดับนานาชาติ คาดผู้เข้าชมงานกว่า 11,000 ราย เป้ามูลค่าเจรจาธุรกิจกว่า 600 ล้านบาท กระหึ่ม  29 – 31  ส.ค.2561  ณ ไบเทค กรุงเทพ

นางวรรณภรณ์ เกตุทัต รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์  เปิดเผยหลังเป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน TILOG–LOGISTIX 2018 ว่าธุรกิจโลจิสติกส์ เป็นหนึ่งในธุรกิจบริการที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ  สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการ ทั้งยังสร้างรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นมูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาทต่อปี  จ้างแรงงานกว่า 1 ล้านคน รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมธุรกิจโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพสูง โดยกำหนดไว้ชัดเจนทั้งในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2561 – 2564) และแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ฉบับที่ 3 (2560-2564) กรมฯจึงได้ร่วมกับหน่วยงานทั้งจากภาครัฐและเอกชนและบริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด จัดงาน TILOG-LOGISTIX 2018  เป็นครั้งที่ 4 แต่นับเป็นปีที่ 15 สำหรับงาน TILOG เพื่อให้เป็นกิจกรรมรองรับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ที่มุ่งยกระดับประสิทธิภาพและมาตรฐานการให้บริการโลจิสติกส์ให้เทียบเคียงกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ และส่งเสริมการสร้างเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ 

ผลจากการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์และความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชน ส่งผลให้อันดับดัชนีวัดประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ (International Logistics Performance Index: LPI) ของธนาคารโลก ปี 2561 ไทยอยู่อันดับที่ 32 จาก 160 ประเทศทั่วโลก ดีขึ้นกว่าปี 2559 ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 45

นอกจากนี้ ในปีนี้ให้ความสำคัญกับการบูรณาการโลจิสติกส์ด้านการเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตโดยใช้กระบวนการโลจิสติกส์เข้ามาบริหารจัดการ อาทิ การเก็บรักษา/ยืดอายุสินค้า บรรจุภัณฑ์ การขนส่ง เพื่อรักษาคุณภาพจนถึงผู้ซื้อ ซึ่งจะสามารถขยายโอกาสและสร้างช่องทางการตลาดให้กับผลผลิตที่มีคุณภาพ ทำให้ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าอีกด้วย งาน TILOG-LOGISTIX 2018 จึงไม่เพียงแต่ยกระดับงานแสดงสินค้าด้านโลจิสติกส์ เพื่อส่งเสริมให้เกิดโอกาสในการพัฒนาต่อยอดไปสู่การเชื่อมโยงเครือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ทั้งไทยและในภูมิภาคอาเซียนเท่านั้นยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก แสดงถึงศักยภาพของโลจิสติกส์ไทยในการเป็นศูนย์กลางแห่งภูมิภาค

ด้านนายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท)สะท้อนมุมมองต่อบทบาทธุรกิจโลจิสติกส์ว่า ธุรกิจโลจิสติกส์มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับการค้าระหว่างประเทศได้  ด้วยคุณภาพบริการที่ดี  ต้นทุนที่เหมาะสมกับคุณภาพบริการ และการขยายเครือข่ายการให้บริการที่ครอบคลุมทั่วโลก นอกจากนี้ การขยายตัวของตลาด Cross Border e-Commerce ที่ต้องการบริการโลจิสติกส์สำหรับพัสดุขนาดเล็กที่ส่งสินค้าให้กับผู้บริโภคโดยตรงรวมถึงการจัดส่งแบบ door-to-door service ส่งผลให้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ต้องพัฒนาระบบภายในของตนเองให้เชื่อมโยงพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรฐานสากล และป้องกันอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ รวมถึงการจัดการข้อมูลที่รวดเร็วที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญสำหรับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่ต้องพัฒนาให้ทันตลาด e-Commerce ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว  จึงจะสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการจากต่างชาติ และเป็นแรงสนับสนุนให้ผู้ส่งออก/ผู้นำเข้าของไทย สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก”

ขณะที่นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ นายกสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (TIFFA) ได้ชี้ให้เห็นถึงทิศทางภาคธุรกิจโลจิสติกส์ไทยว่าจากแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศไทยฉบับที่ 3 ต้องการสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้า การบริการ และการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค โดยมีดัชนีชีวัดความสำเร็จของการพัฒนาที่สำคัญ 3 ด้าน คือ ดัชนีความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ (Logistics Performance Index- LPI) โดย World Bank ซึ่งในปีนี้ประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นเป็นลำดับที่ 32 จาก 160 ประเทศ และถือเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน และอันดับ 7 ในเอเชีย สัดส่วนต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2564 เท่ากับ 12% ซึ่งมีสัดส่วนลดลงตามรายงานของสภาพัฒน์ฯ และประสิทธิภาพการอำนวยความสะดวกทางการค้าของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ดีขึ้นในปี 2564 จาก Trading Across (อันดับด้านการค้าระหว่างประเทศของธนาคารโลก) จากดัชนีชี้วัดดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าโลจิสติกส์ไทยมีทิศทางการเติบโตทีสูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจการค้าของประเทศ รวมถึงการเชื่อมโยงสู่การค้าในระดับภูมิภาค

ส่วนนายสุทธิศักดิ์ วิลานันท์ รองกรรมการผู้จัดการบริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด เปิดเผยถึงการจัดงาน TILOG – LOGISTIX 2018 ว่า เป็นความร่วมมือของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับงานให้เป็นเวทีที่แสดงการให้บริการและเทคโนโลยีด้านโลจิสติกส์การค้าที่ครบวงจรสำหรับคนในวงการโลจิสติกส์และวงการอุตสาหกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องจากทั่วภูมิภาคอาเซียนโดยเฉพาะกลุ่มประเทศCLMVโดยปีนี้ได้รวบรวมเทคโนโลยี โซลูชั่น และผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ พิเศษในปีนี้กับบริการขนส่งข้ามแดน/โลจิสติกส์เพื่อสินค้าเกษตร/Cold Chain Logistics (โคลด์เชน)/โลจิสติกส์เพื่อ e-commerce สำหรับผู้นำเข้าและส่งออกที่กำลังมองหาบริการเพื่อขยายเส้นทางธุรกิจใหม่ โดยในครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากคณะผู้แทนการค้าจากต่างประเทศเข้าร่วมงานและเจรจาธุรกิจกว่า 500 ราย อาทิ จากจีน เกาหลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย และกลุ่มประเทศ CLMV เป็นต้น

“งาน TILOG-LOGISTIX 2018 ระหว่างวันที่ 29 – 31  สิงหาคม 2561 ณ ฮอลล์ 98 ไบเทค กรุงเทพ พร้อมจัดแสดงเทคโนโลยี นวัตกรรมรบครันด้านระบบโลจิสติกส์ การลำเลียง ระบบโกดัง โดยจะเลือกสรรเทคโนโลยี นวัตกรรมที่เหมาะสมกับภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์โลจิสติกส์ยุคดิจิตอล ยุค 4.0 และ Internet of Thing ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ประกอบการอาทิ  ระบบการจัดเก็บสินค้าอัตโนมัติ (Automated racking System) รวดเร็วแม่นยำ ประหยัดพื้นที่ AGV Robot หุ่นยนต์ที่เข้าถึงพื้นที่ไร้ขีดจำกัด ระบบโซลูชันโลจิสติกส์แบบอินทิเกรตเพื่อการบริหารจัดการ Supply Chain เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องด้านโลจิสติกส์ชั้นนำ อาทิ การขนส่งทั้งในและต่างประเทศ  ผู้ให้บริการคลังสินค้า ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์เพื่อสินค้าเกษตร รวมทั้งด้าน Cold Chain Logistics ก็เตรียมพร้อมที่นำเสนอทางเลือกใหม่ให้กับผู้ประกอบการ รวมทั้งการเชื่อมโยงเครือข่ายผ่านการเจรจาธุรกิจภายในงาน