จากกัญชา…ถึง Smoke free

0
54

วันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปีนั้น ทั่วโลกจัดเป็น “วันงดสูบบุหรี่โลก” ซึ่งจัดโดยองค์การอนามัยโลกที่ริเริ่มจัดแคมเปญรณรงค์ให้รัฐบาล ชุมชนและบรรดาสิงห์อมควันทั่วโลกได้ตระหนักถึงพิษภัยของบุหรี่ เริ่มจัดครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1988 (2531)

ในแต่ละปี องค์การอนามัยโลกจะมีคำขวัญเพื่อกระตุ้นเตือนให้ผู้คนตระหนักถึงพิษภัยของการสูบบุหรี่และเลิกสูบบี่หรี่ ไล่มาตั้งแต่ปีแรกที่จัดคือ 1988 Between tobacco and the health, choose health , ปี 1989 Women and Tobacco : Added risk, ปี 1990 Growing up without tobacco,ปีที่แล้ว 2018 ก็ Tobacco Break Heart บุหรี่ทำลายหัวใจนะ มาปีนี้ 2562 ก็ชูแคมเปญ Tobacco burns your lungs สูบบุหรี่ทำลายปอด

ด้วยพิษภัยของบุหรี่นั้นไม่เพียงจะนำมาซึ่ง 4 โรคร้ายสำคัญอันได้แก่ มะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง วัณโรค ภูมิแพ้ หรือทางเดินหายใจ หืดหอบอะไรอีกสารพัด แม้แต่ “ควันบุหรี่” ที่สิงห์อมควันพ่นลอยล่องอยู่ในอากาศหากอยู่ในพื้นที่อับ ปล่อยให้ลอยเคว้งอยู่ในบ้านเป็นบุหรี่มือสองก็มีพิษร้ายที่ฆ่าคนในบ้านด้วย 4 โรคร้ายได้ด้วยเช่นกัน หรือพ่อแม่ที่สูบหรี่ที่ไปอุ้มลูก ไปเล่นกับลูก หรือเด็กอื่น ก็มีโอกาสที่เด็กจะมีความเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจและโรค หืดหอบ และภูมิแพ้ได้เช่นกัน  

ดังนั้นหากไม่อยากให้ปอดถูกทำลายด้วย 4 โรคร้ายก็จงเลิกสูบบุหรี่ทันที และห้ามคนในบ้านสูบบุหรี่ด้วย   

วันก่อนเหลือบไปเห็นข่าวสภาผู้แทนฯอังกฤษ ได้เสนอแก้กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ของตนเองด้วยการ“ห้ามขายบุหรี่ให้เยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 21 ปี” เพิ่มจากอายุ 18 ปีรวมทั้งยัง “ห้ามโชว์การสูบบุหรี่ในทีวีและในภาพยนตร์” ด้วยโดยกฎหมายดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากองค์กรสุขภาพ 17 แห่ง และหน่วยงานการแพทย์ของอังกฤษ เพื่อไม่ให้ประชาชนตายก่อนวัย

บ้านเรานั้นมีกฎหมายนี้มานานนม แต่การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเข้มงวดมากน้อยแค่ไหนนั้นทุกฝ่ายค่างรู้แก่ใจกันดี ขนาดเรื่องใกล้ตัวห้ามขายล็อตเตอรี่เกินราคา(ฉบับละ80บาท)ที่ระดมสารพัดสารพันเข้าไปแก้ปัญหา จนวันนี้ก็ยังไม่เคยเห็นหน่วยงานรัฐหน้าไหนจะแก้ไขปัญหานี้ได้สะเด็ดน้ำ

อย่างไรก็ตาม วันนี้รัฐบาลทั่วโลกต่างตระหนักถึงพิษภัยของบุหรี่(และควันบุหรี่) ที่ทำให้เกิดโรคร้ายสารพัด สร้างความทุกข์ยากให้กับประชากรทั่วโลกหลายน้อยล้านคน โดยเฉพาะใน 4 โรคร้ายคือโรคมะเร็งปอด และโรคถุงลมโป่งพอง  ที่ถือเป็นโรคร้ายที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในโลกถึงปีละ 1.8 ล้านคน ประเทศไทยเองก็มีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดปีละกว่า 13,000 คน

สาเหตุหลักของผู้ป่วย ก็มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ที่เหลือเกิดจากสารมะเร็งอันมาจากควันบุหรี่ มีสารก่อมะเร็งมากกว่า 70 ชนิดทั้งจากใบยาสูบ สารปรุงแต่ง กลิ่น รสชาติที่ล้วนเป็นบ่อเกิดสารมะเร็งทั้งสิ้น แม้แต่ “ควันบุหรี่มือสอง” ก็ยังเต็มไปด้วยพิษร้าย

หากจะถามว่าแล้วบรรดาผู้ผลิตบุหรี่ที่หยิบยื่นความตายให้ผู้คนทั่วโลกได้ตระหนักถึงพิษภัยของบุหรี่ที่ตนผลิตออกมานี้หรือไม่ หรือรู้จักแต่การใช้อิทธิพลครอบงำวิ่งเต้นเพื่อให้รัฐบาลประเทศต่างๆ เปิดทางให้ผลิตภัณฑ์ของตนกรีฑาทัพเข้าไปทำตลาดได้เท่านั้น  

ที่จริงผู้ผลิตบุหรี่เลื่องชื่อของโลกอย่าง Philip Morris เองก็มีการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ในอันที่จะช่วยลดพิษภัยของบุหรี่ของตนเองลงเช่นกัน เป็นผลิตภัณฑ์ e-cigarettes ที่เรียกว่า Smokefree future และได้ทำตลาดไปแล้วกว่า 40-50 ประเทศทั่วโลก แต่บ้านเรานั้นเข้าใจว่ามันคือ “บุหรี่ไฟฟ้า” ที่จัดเป็นสินค้าผิดกฎหมายที่ยังคงห้ามนำเข้าและจำหน่าย ด้วยข้ออ้างที่ว่าเป็นอันตรายไม่แตกต่างจากบุหรี่ และเป็นช่องทางที่จะทำให้เด็กเยาวชนเข้าถึงได้ง่าย ก็เลยปิดกั้นสั่งห้ามมันซะ

 ซึ่ง”เนตรทิพย์”ก็ไม่เข้าใจว่าก็ขนาดตัวผลิตภัณฑ์หลักอย่างบุหรี่เองรัฐยังเสือกปล่อยให้นำเข้าและขายกันเกร่อ(แม้จะมีกฎหมายควบคุมสารพัดก็เถอะ) แต่กลับไปห้ามตัวรองที่ทุกฝ่ายก็รู้ดีว่า มันมีพิษภัยน้อยกว่า ผลที่ตามมาเลยทำให้เกิดการซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้าใต้ดินกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง

 ไม่ต่างไปจากที่รัฐบาลยังคงถือว่ากัญชาและสารสกัดจากกัญชาเป็นยาเสพติดประเภท 5 ที่แม้จะมีความพยายามแก้ไขกฎหมาย พรบ.ยาเสพติดเพื่อ”ปลดล็อค”กันชาจากยาเสพติดมาเป็นเพื่อการวิจัยและรักษาโรคกันอย่างไร แต่ก็ยังคงมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสารพัด จนเวลานี้มีการซื้อ-ขายสารสกัดจากกัญชาที่ว่านี้แบบใต้ดินเพื่อรักษาโรคร้าย รักษามะเร็งกันเกือบจะทั่วบ้านทั่วเมืองกันแล้วมั้ง!

เจ้า Smoke-free future นี้ก็เช่นกันแม้จะมีลักษณะใกล้เคียงกับบุหรี่ไฟฟ้าและมีการใช้งานแบบเดียวกัน แต่คุณลักษณะนั้นแตกต่างจากบุหรี่ไฟฟ้าโดยทั่วไป เพราะมันคืออุปกรณ์สำหรับจุดและควบคุมอุณหภูมิบุหรี่ที่ผลิตขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อควบคุมการเผาไหม้บุหรี่เพื่อให้มีอุณหภูมิในระดับพอเหมาะ ในการระเหยเอาแต่”นิโคติน” ซึ่งเป็นสารที่บรรดาสิงห์อมควันต้องการ (แบบเดียวกับคนที่ต้องดื่มชา กาแฟต้องการ)เท่านั้น ส่วนสารระเหยอื่น ๆ ที่ต้องการอุณหภูมิเผาไหม้ที่สูงกว่าไม่ระเหยออกมาด้วย

ธรรมชาติของการสูบบุหรี่โดยทั่วไปนั้น  การจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบแต่ละครั้ง เปลวไฟที่เผาไม้อยู่ในมือคนสูบนั้น นัยว่ามีอุณหภูมิสูงมากกว่า  800 องศาขึ้นไป ชนิดที่เรียกว่าถ้าเอาไปจิ้มผิวหนังก็ไหม้ทันที ขนาดตัวคนสูบเองลองสังเกตดูทุกคนที่สูบบุหรี่ นิ้วที่คีบบุหรี่นั้นจะทั้งด้านและมีสีเหลืองหรือเกือบไหม้อันเป็นผลพวงมาจากเปลวไฟที่ร้อนระอุนี้ และการเผาไหม้บุหรี่ที่อุณหภูมิสูงนี่แหล่ะที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้สารต่าง ๆ ที่เจือปนอยู่ในบุหรี่ถูกระเหยและหลั่งออกมาทำลายสุขภาพของผู้คน

แต่เจ้าเครื่องมือจุดหรืออุ่นบุหรี่ที่เรียกว่า iQOS นั้น มันจะควบคุมอุณหภูมิของบุหรี่ที่ผลิตขึ้นมาโดยเฉพาะให้อยู่ในอุณหภูมิ 250-300 องศาหากจำไม่ผิดอันเป็นระดับที่สารนิโคตินจะถูกระเหยออกมา และมีระยะเวลาในการใช้งานแต่ละครั้งไม่กี่นาที ดูเหมือนผู้สูบบุหรี่ประเภทนี้จะดูดได้ไม่เกิน 10-12 ครั้ง/มวนบุหรี่มันก็จะดับไปเลย และบุหรี่ที่จะใช้กับมันนั้นก็ต้องเป็นบุหรี่ที่มวนขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อควบคุมสารระเหยอื่น ๆ ไม่ให้ระเหยออกมาคร่าชีวิตผู้คน

แต่หนทางในอันที่จะเอาเจ้าเครื่องนี้เข้ามาทำตลาดบ้านเรานั้นก็ถูกปิดกั้นโดยกฎหมาย เหมือน พรบ.ยาเสพติดที่ยังคงถือกัญชาเป็นเยาเสพติดประเภท 5 และยังคงจำกัดการเข้าถึงของประชาชนโดยทั่วไปอยู่นั้นแหล่ะ  

เหมือนดั่งที่ รองศาสตราจารย์ ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็น ส.ว.ชุดใหม่ เคยกล่าวไว้ในการสัมมนาเรื่องกฎหมายควบคุมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้านี้ว่า กฎหมายของประเทศไทยที่ห้ามบุหรี่ไฟฟ้า เป็นกฎหมายที่แปลก และไม่ทันต่อโลก โลกมีการพัฒนาไป เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เราจึงควรเปิดมุมมองให้กว้างขึ้นและที่สำคัญ กฎหมายต้องก้าวทันนวัตกรรมให้ทัน  

“การแบนไม่ได้แก้ปัญหา หรือทำให้ควบคุมได้ แต่ทำให้เกิดเศรษฐกิจใต้ดินยากต่อการควบคุม และยังเป็นช่องทางของการทุจริตคอรัปชั่น ทำลายการท่องเที่ยว รัฐบาลควรเร่งมีการศึกษาอย่างเป็นกลางครบรอบด้านทั้งวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจและสังคม  และปรับปรุงกฎหมายให้มีประสิทธิภาพ”

ก็หวังว่าท่าน ส.ว.คนใหม่ที่แม้จะมีที่มาที่ไปไม่ค่อยโสภานัก จะได้ใช้โอกาสที่เปิดให้นี้ได้ปัดฝุ่นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เพื่อพิสูจน์ตัวเองด้วยว่า ไม่ได้เข้าไปทำงานเพื่อ Animal Farm คนนั้นโดยเฉพาะ !!!

เนตรทิพย์