เปิดแล้ว!สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ 2 หนุนการค้าชายแดนเพิ่มแสนล้านต่อปี

0
32

30 ต.ค. 62 ณ สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา​ ข้ามแม่น้ำเมย/ตองยิน แห่งที่ 2 อ.แม่สอด​ จ.ตาก​ นายศักดิ์สยาม​ ชิดชอบ​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม​ และนาย อู​ ฮัน​ ซอ​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงก่อสร้างสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา​ เป็นประธานร่วมพิธีเปิดใช้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย/ตองยิน แห่งที่ 2 อย่างเป็นทางการ​ เสริมสร้างความสัมพันธ์-เชื่อมโยงการค้าชายแดนทั้ง 2 ประเทศเพื่มขึ้น 1 แสนล้านบาทต่อปี

นายศักดิ์สยาม​ ชิดชอบ​ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า นับตั้งแต่การเปิดใช้สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา​ ข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 1 ทำให้การคมนาคมขนส่งระหว่างสองประเทศ มีความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น โดยในปี 2561 มูลค่าการค้าชายแดนระหว่างไทย-เมียนมา​ สูงถึง 1.9 แสนล้านบาทโดยเฉพาะบริเวณด่านพรมแดนแม่สอดที่มีมูลค่าการค้าชายแดนสูงถึง 78, 000 ล้านบาท​ ดังนั้น​ รัฐบาลจึงมีแนวคิดริเริ่มก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา​ ข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2​ เพื่อส่งเสริมฐานะการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์โดยธรรมชาติของไทยและเมียนมาและเติมเต็มแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของอาเซียน โดยหลังจากเปิดใช้สะพาน​ คาดว่ามูลค่าการค้าชายแดนที่ผ่านด่านพรมแดนแม่สอดจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนล้านบาทต่อปี

ด้านนายอู​ ฮัน​ ซอ​ กล่าวว่า​ ประเทศเมียนมา​มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศเพื่อนบ้านและนานาประเทศมาโดยตลอด ในการนี้จึงได้ก่อตั้งคณะกรรมการร่วมการค้าชายแดน เมียนมา-ไทย​ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจและส่งเสริมการค้าของทั้งสองประเทศ​ ซึ่งสะพานมิตรภาพเมียนมา-ไทย​ ข้ามแม่น้ำเมย/ตองยิน​ แห่งที่ 2 นี้​ จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ​ อำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความมั่งคั่งของชุมชนชายแดนทั้งสองฝั่งแม่น้ำ

ทั้งนี้​ สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา​ ข้ามแม่น้ำเมย/ตองยิน​ แห่งที่ 2 นอกจากจะแสดงถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของประเทศไทยและประเทศเมียนมา​ที่มีมาอย่างยาวนานแล้ว​ ยังช่วยเติมเต็มโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเส้นหลักของอาเซียน​ เป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก​ ( East-West Economic Corridor)​ ที่เชื่อม 4 ประเทศเข้าด้วยกัน​ ได้แก่​ เมียนมา​ ไทย​ ลาว​ และเวียดนาม​ ส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างประเทศทั่วภูมิภาคอย่างไร้รอยต่อ​ นำมาซึ่งความเจริญทั้งด้านคมนาคมขนส่ง​ เศรษฐกิจ​ สังคม ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณด่านชายแดนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน