ตลาดRCEPตัวช่วยพยุงส่งออกลดปัจจัยเสี่ยงสงครามการค้า

0
13

:   “ผู้ประกอบการไทยสามารถส่งออกสินค้าไปยังตลาดกลุ่มประเทศ RCEP  ที่มีแนวโน้มส่งออกสะดวกมากยิ่งขึ้นและเติบโตและเพิ่มโอกาสขยายการตลาดในแถบนี้ได้เพิ่มขึ้นมากมาย

  

สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยประเมินส่งออก  ขณะนี้ยังไม่พบปัจจัยบวกที่จะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย  แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวังคือ ปัญหา สงครามการค้า ยังมีความกังวลต่อท่าทีในการลงนามใน Phase 1 เนื่องจากยังมีหลายประเด็นที่ไม่สามารถตกลงร่วมกันได้ อาทิ การสั่งซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐ และทรัพย์สินทางปัญญา (การโอนถ่ายเทคโนโลยี)   ประกอบกับสหรัฐฯ ประกาศสนับสนุนผู้ชุมนุมประท้วงในฮ่องกง ซึ่งเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของจีนโดยตรง   และหากไม่สามารถตกลงกันได้ สหรัฐฯ อาจปรับเพิ่มภาษีตามกำหนดการเดิม 15 ธ.ค. มูลค่า 160,000 ล้านดอลลาร์ ในอัตราภาษี 15 % ขณะที่จีนขอให้สหรัฐ พิจารณาลดภาษี (Rollback) สำหรับสินค้าที่มีการปรับขึ้นไปแล้วก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม  ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสนอ  นั่นคือ ยังมีช่องพยุงส่งออกไม่ลดต่ำมากกว่านี้  โดยสามารถใช้ช่องทางส่งออกไปยังตลาดในกลุ่มประเทศ RCEP   สืบเนื่องจากผลพ่วงการเจราจาที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม  หลังจากผลการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 ไทยในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมเมื่อวันที่ 3-4 พ.ย. 2562 ที่ผ่านมา  ยอมรับว่ากลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เนื่องจากที่ประชุมบรรลุข้อตกเจรจา เขตการค้าเสรี ( FTA ) ในกลุ่มประเทศ RCEP  หรืออาเซียน บวก 6   ซึ่งประกอบด้วย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย   ถึงที่สุดที่ประชุมตกลงร่วมได้เกือบหมด  ยกเว้นประเทศอินเดีย งดลงนามร่วมกัน    

 วิศิษฐ์   ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)  เปิดเผยว่า ภายหลังสามารถปิดดีล 15 ประเทศเรียบร้อยแล้ว  ผลปรากฏชัดว่านับจากนี้ผู้ส่งออกไทยสามารถซื้อ – ขายสินค้าเพิ่มขึ้น  ผู้ประกอบการไทยสามารถส่งออกสินค้าไปยังตลาดกลุ่มประเทศ RCEP  ที่มีแนวโน้มส่งออกสะดวกมากยิ่งขึ้น และเติบโตเท่ากับเพิ่มโอกาสขยายการตลาดในแถบนี้มากมาย   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มสินค้าการเกษตร ตลาดที่ส่งออกที่มีทั้งประเทศจีน ญี่ปุ่น เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย รวมทั้ง การมีกรอบการค้าเสรีภายใต้ข้อตกลง  RCEP  เป็นข้อตกลงการค้าที่แน่นแคว้นมากยิ่งขึ้น  ไม่ว่าเป็นตลาดออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ก็สามารถซื้อ- ขายสินค้าเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ช่องส่งออกในกลุ่มสินค้าเกษตร – อุตสาหกรรม

ตัวอย่าง กลุ่มสินค้าเกษตรประเภทข้าว เราส่งออกตลาดต่างประเทศไปที่ อินโดนีเซีย  ฟิลิปปินส์ บรูไน มาเลเซีย และเมียนมาร์ ซึ่งเป็นโซนกลุ่มประเทศอาเซียน หากแต่พอมี RCEP เพิ่มอีก 5 ประเทศก็มีโอกาส   นอกจากนี้ ยางพารา เดิมไทยส่งออกไปยังประเทศจีนเป็นหลักทำให้เพิ่มโอกาสไปยังตลาดประเทศออสเตรเลีย กัมพูชา เวียดนาม เมียนมาร์  และมาเลเซีย รวมทั้ง กลุ่มสินค้าผักผลไม้สดส่งออกไปยังตลาดประเทศจีนมีอัตราการเติบโตดีมาก 

 ประเทศจีนได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจดี  หากเปรียบเทียบกับประเทศโซนเอเชียด้วยถือว่าเศรษฐกิจจีนเติมโตดีมาก   แม้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะลดลงบ้าง  แต่ยังมีโอกาสนำเข้าสินค้าเหล่านี้เพิ่มขึ้น ตัวอย่าง เช่น ผัก ผลไม้สด มันสำปะหลัง  สินค้าเกษตรตัวที่สำคัญ นั่นคือ ไก่แปรรูปขายได้ดีมาก   แม้ทางการจีนเฝ้าระวังป้องกันโรคอหิวาตกโรคในสุกรเป็นอย่างมากก็ตาม  ที่ผ่านมา เคยเกิดโรคระบายกับสุกรเป็นเหตุให้ต้องฆ่าสุกรนับล้านๆตัว

“ ในที่สุดไม่มีปริมาณสุกรเพื่อการบริโภคก็ต้องหาโปรตีนทดแทน จึงทำให้ไก่จากประเทศไทยได้รับอานิสงส์เป็นอย่างดี  ทางการจีนเดินทางมาตรวจสอบโรงงานไก่ในประเทศไทยพบว่าโรงงานปลิดภัยจนสามารถส่งออกไก่ไปจีนจำนวน 16 โรงงาน  ฉะนั้น จึงเป็นโอกาสทำให้สินค้าเกษตรเติมโตได้อีกค่อนข้างมาก ส่วนสินค้าส่งออกในกลุ่มอุตสาหกรรม ตลาดส่งออกหลักๆ คงเป็นประเทศจีน รองลงมาเป็นตลาดญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย”  

สิ่งอำนวยความสะดวก จำเป็นเจราจาต่อ    

วิศิษฐ์ กล่าวว่า  รูปแบบการค้า FTA  ก้าวต่อไปยังดำเนินการต่อไป  รูปแบบการค้าเจราจาการค้าต่อไปควรเจราจรในเรื่องสิ่งอำนายความสะดวกทางการค้า  เช่น แหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อง่ายต่อการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ   อย่างไรก็ดี  สำหรับประเทศอินเดียลำดับต่อไปจำเป็นเปิดเจรจากันต่อ เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายคือตกลงเข้าร่วมในกลุ่ม ACEP   ที่ผ่านมา เหตุผลทำไมอินเดียไม่ร่วมลงนาม  เนื่องจากยังกังวลผลกระทบการแข่งขันทางการ จะกระทบเกษตรกรในประเทศเดือนร้อน  ที่ผ่านมา  สิอินเดียเรียกร้องเกี่ยวกับเรื่องแรงงาน ซึ่งขณะนี้คนอินเดียส่วนมากก็เดินทางไปใช้แรงงานในต่างประเทศหลายประเทศ  ดังนั้น เชื่อว่า สุดท้ายความหวังดึงอินเดียเข้าร่วม ACEP ประสบความสำเร็จ

วิศิษฐ์  กล่าวถึงภาพรวมการส่งออกไตรมาสสุดท้ายปี 62ว่า  ยังมองไม่เห็นจุดฟื้นตัวหรือจุด่ำสุด ทั้งๆที่ช่วงปลายปี 62 น่าจะเป็นจุดต่ำสุด   แต่ตัวเลขส่งออกเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา ยังติดลบต่อเนื่อง    การค้าโลกยังไม่มีท่าทีพลิกเกมกลับมาค้าขายกันได้มากขึ้น การค้าการส่งออกยังเป็นรูปแบบชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง  ขณะที่ตัวเลขนำเข้าเดือนพ.ย.62 ยังติดลบค่อนข้างเยอะ   เมื่อการนำเข้าติดลบทำให้คาดการณ์ส่งออกไตรมาสแรกปี 63 จึงมองไม่เห็นสัญญาณหรือยังไม่สดใส 

เมื่อประเมินส่งออกปี 2562 สรท.คาดว่าจะติดลบ 2.5% และปีหน้าฝากภาครัฐดูแลอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท รวมทั้ง ติดตามผลกระทบสงครามการค้าสหรัฐ จีน และสงครามการค้าสหรัฐกับยุโรป ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะทำให้การค้าการขายของโลกเปลี่ยนแปลงไปด้วย  ทิศทางค่าเงินบาทคิดว่ายังมีโอกาสปรับลดลงอีกขึ้นอยู่กับนโยบายการเงินของแต่ละประเทศต่างๆ ไทยเราก็หนีไม่พ้นจะต้องดำเนินการตาม แต่ขณะนี้ต้องรอดูสักระยะหนึ่ง