ตลาดน้ำมันเครื่องรถใหญ่ แข่งดุ!! เน้น “เทคโนโลยีสมัยใหม่” ชิงเค้กก้อนโต

0
404

               สถานการณ์การใช้น้ำมันหล่อลื่น ในภาคขนส่ง โดยเฉพาะในส่วนของรถบรรทุกขนาดใหญ่ จะเห็นได้ว่าสัดส่วนการใช้งานมีปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะในปี 2560 สืบเนื่องมาจากการเปิดการค้าเสรีอาเซียน รวมไปถึงการเชื่อมโยงทางด้านการตลาดและการลงทุนไปยังกลุ่มประเทศ CLMV อันได้แก่  กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม ซึ่งเป็นแหล่งลงทุนที่สำคัญของผู้ประกอบการไทย ที่เชื่อมต่อกับไทยทางบกและเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจไทย

               นอกจากนั้นยังรวมไปถึง ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC  ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำหรับนักลงทุนไทยและต่างชาติ ด้วยศักยภาพด้านแหล่งที่ตั้ง ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ในบริเวณพื้นที่ 3 จังหวัด  ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ด้วยปัจจัยของการเป็นแหล่งลงทุน จึงส่งผลทำให้ตลาดน้ำมันเครื่อง และน้ำมันหล่อลื่น ได้รับอานิสงค์ของการเติบโตดังกล่าว และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ตลาดนี้มีการแข่งขันที่ดุเดือด โดยแต่ละแบรนด์แต่ละผู้ผลิตต่างก็งัดไม้เด็ดออกมาฟาดฟันกัน เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดแห่งนี้….  

               นายจิรพล ชูชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นีโอเกรท จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย น้ำมันหล่อลื่น Neolube รองเลขาธิการหอการค้าจังหวัดนนทบุรี และนายกสโมสรโรตารี่ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เปิดเผยว่า เมื่อพูดถึงตลาดน้ำมันเครื่องในกลุ่มของรถหัวลาก รถบรรทุกและรถเพื่อการพาณิชย์ ณ ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าธุรกิจในภาคการขนส่งและระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ทุกวันนี้ยังเป็นไปในทิศทางที่ดี ซึ่งมีการเพิ่มจำนวนการใช้งานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเทรนด์มันมีการเติบโตแต่อาจจะไม่หวือหวานอะไรมากนัก แต่หากนำมาเปรียบเทียบกับภาคอุตสาหกรรม จะเห็นได้ว่าทุกวันนี้อุตสาหกรรมมันชะงักตัวลงกว่าที่เคยเป็นมา แต่ก็อาจจะมีอุตสาหกรรมบางประเภทที่ยังเติบโตอยู่บ้าง ตรงนี้จึงเป็นอานิสงค์ที่ส่งผลให้ รถหัวลากและรถบรรทุกยังมีงานอย่างต่อเนื่องและมีอัตราที่เพิ่มมากขึ้นอยู่ตลอด

ทั้งนี้หลายคนอาจจะเข้าใจว่าตลาดในเมืองไทยมันดูแย่ แต่ในทางกลับกันการขนส่งในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในกลุ่ม CLMV มีความคึกคักเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะหากโครงการพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษทวายแล้วเสร็จ ก็จะยิ่งทำให้เกิดความคึกคักทางด้านการขนส่งมากขึ้น เพราะต่อไปการขนส่งทางเรือจะมีบทบาทที่น้อยลง โดยเฉพาะสิงคโปร์ เพราะหากจะขนส่งทางเรือจะต้องใช้เวลาในการเดินเรืออย่างน้อยเป็นอาทิตย์ แต่หากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จจะสามารถย่นเวลาขนส่งสินค้ามายังแหลมฉบังโดยใช้เวลาเพียงแค่วันเดียว ซึ่งมันมีความรวดเร็วกว่าการขนส่งทางเรือ ดังนั้นจึงมองว่าการขนส่งทางถนน โดยเฉพาะในส่วนของรถหัวลากและรถบรรทุกขนาดใหญ่ ยังไปได้ด้วยดีและจะยิ่งมีปริมาณที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

เร่งพัฒนาเทคโนโลยี รองรับตลาดรถใหญ่เติบโต

นายจิรพล อธิบายต่อไปอีกว่า “ดังนั้นเมื่อมีปริมาณการใช้งานรถหัวลากและรถบรรทุกเพิ่มมากขึ้น ก็ย่อมที่จะส่งผลให้การใช้น้ำมันเครื่องมีปริมาณที่สูงตามขึ้นไปด้วย จึงทำให้มองได้ว่าตลาดน้ำมันเครื่องสำหรับรถใหญ่ เป็นตลาดที่ยังสามารถเติบโตและยังคงมีทิศทางที่ดี เพราะฉะนั้นจึงทำให้ในตลาดนี้มีการแข่งขันที่สูงตามไปด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของการนำเสนอเทคโนโลยีของน้ำมันเครื่องแต่ละยี่ห้อ เพื่อช่วงชิงตลาดและกลุ่มลูกค้า อีกประการคนไทยเป็นคนที่ชอบตามเทคโนโลยี โดยเฉพาะผู้ผลิตรายใหญ่ในตลาด ก็พยายามที่จะพัฒนาเทคโนโลยีให้มีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลา มันก็เลยส่งผลให้แบรนด์ของน้ำมันเครื่องเจ้าต่างๆ ก็ต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีตามไปด้วย

ด้วยเหตุผลดังกล่าว หากจะพูดถึงการพัฒนาเทคโนโลยีด้านน้ำมันเครื่อง โดยส่วนตัวมองว่า R&D ของทุกแบรนด์จะต้องมีการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เนื่องด้วยกระแสมันมาเร็ว การพัฒนามันก็ต้องรวดเร็ว อย่างที่ทราบกันดีว่า มาตรฐาน API หรือ American Petroleum Institute ของสถาบันปิโตรเลียมแห่งอเมริกา ก็มีการพัฒนาอยู่เสมอ ดังนั้นใครไม่ยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็จะกลายเป็นตกเทรนด์ไป ฉะนั้นผู้ผลิตน้ำมันเครื่องหลายๆ ราย จึงจำเป็นที่จะต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลากับการพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผู้ผลิตจะต้องมีและทำการศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ”

ในเรื่องของการแข่งขันของตลาดน้ำมันเครื่อง ปัจจุบันต้องยอมรับว่าตลาดน้ำมันเครื่องมีการแข่งขันที่ดุเดือดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในส่วนของตลาดรถหัวลาก รถบรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งตอนนี้แบรนด์ชั้นนำที่ติดอันดับต้นๆ หลายแบรนด์ ต่างก็พยายามหากลยุทธ์และวิธีการต่างๆ มาใช้แข่งขันกันในตลาดเพิ่มมากขึ้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะแบรนด์ใหญ่จะสู้พวกแบรนด์เล็กๆ ไม่ได้ในเรื่องของราคาที่ถูกกว่า แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าแบรนด์เล็กคุณภาพของน้ำมันเครื่องก็จะด้อยประสิทธิภาพลงไปด้วย เพราะน้ำมันเครื่องไม่ว่าจะเป็นรายเล็กหรือรายได้ ถูกกำหนดไว้ด้วยมาตรฐาน API เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะแบรนด์ไหน หรือผู้ผลิตใดก็ตาม ผู้บริโภคเชื่อมั่นได้ว่าคุณภาพย่อมที่จะเหมือนกันหมดทุกแบรนด์ เพียงแต่ว่าเทคโนโลยีที่นำมาใช้อาจจะมีความแตกต่างกัน

ชี้!! จัดเก็บภาษี 5.50 ต่อลิตร ผู้ประกอบการไม่ได้รับผลกระทบ

อีกประเด็นที่ถือเป็นกระแสร้อนแรง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตน้ำมันเครื่องในบ้านเรา นั้นก็คือ การจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ในหมวดน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ซึ่งมีการกำหนดให้น้ำมันหล่อลื่นและน้ำมันที่คล้ายกัน จะต้องถูกเรียกเก็บภาษีสรรพสามิต ซึ่งลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลใช้บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา โดยประกาศให้เป็นการเก็บภาษีน้ำมันหล่อลื่นตามปริมาณอยู่ที่ 5.50 บาทต่อลิตร จากเดิมที่ไม่มีการจัดเก็บ ในเรื่องนี้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นีโอเกรท ได้ให้มุมมองว่า

“สำหรับเรื่องของการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตใหม่ ที่มีการจับเก็บภาษีน้ำมันหล่อลื่นตามปริมาณ อยู่ที่ 5.50 บาทต่อลิตรนั้น ตอนนี้คนไทยโดยส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ทราบถึงเรื่องดังกล่าว ซึ่งมันย่อมที่จะส่งผลกระทบทั้งต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคอย่างแน่นอน โดยในส่วนของผู้ประกอบการ การโดนเรียกเก็บภาษีเพิ่ม 5.50 บาทต่อลิตร ทางสรรพสามิตต้องการให้ผู้ประกอบการบวกเข้าไปในส่วนที่ผู้บริโภคจะต้องจ่าย ซึ่งจะว่าไปแล้วผู้ประกอบการอาจจะไม่ได้รับผลกระทบมากสักเท่าไหร่ แต่มันจะไปกระทบในเรื่องของการจัดทำเอกสารที่ต้องมีการจัดทำเพิ่มเติม โดยมันมีความยุ่งยาก เพราะเอกสารทุกอย่างจะต้องดำเนินการเองทั้งหมด ต้องคำนวณเพื่อหักภาษีดังกล่าว และต้องนำส่งสรรพสามิตทุกๆ 10 วัน ทำให้ต้องมีการเพิ่มบุคลากรที่จะต้องเข้ามาดูแลในเรื่องดังกล่าวโดยเฉพาะ ดังนั้นมันจึงส่งผลและสร้างความยุ่งยากให้กับระบบการทำงานอยู่พอสมควร ดังนั้นหากจะมีการจัดเก็บตั้งแต่หน้าโรงกลั่นมาเลย ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้ประกอบการ ที่ไม่ต้องมาดำเนินการเกี่ยวกับงานเอกสารในส่วนนี้นั่นเอง”

แม้สมรภูมิตลาดน้ำมันเครื่องรถใหญ่จะมีการแข่งขันดุเดือด ที่ต่างฝ่ายต่างงัดกลเม็ดเด็ดพราย ออกมาสู้ศึกเพื่อช่วงชิงเค้กก้อนโตก้อนนี้ แต่ในที่สุดแล้วหากฝ่ายได้ไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันสมัย รองรับความต้องการของลูกค้า ก็เชื่อใจเหลือเกินว่าคงจะทำศึกในตลาดแห่งนี้ได้ยาก เพราะปลาใหญ่ในตลาดอาจจะถูกปลาเล็กกัดกินจนไม่เหลือชิ้นดีก็เป็นได้….