ตลาดน้ำมันเครื่องหล่อลื่นสิบล้อระอุ! 4 ค่ายยักษ์เปิดศึกชิงเค้กหมื่นล้าน

0
988

 

ภายใต้ยุทธภูมิขนส่งเมืองไทยนอกเหนือการเปิดตำราสู้ศึกการตลาดของบรรดาค่ายรถใหญ่กันสุดลิ่มแล้ว ยังมีห่วงโซ่คุณค่าที่เกี่ยวข้องกับภาคขนส่งเปิดกว้างให้แข่งขันระห่ำเดือดอีกบาน 1 ในนั้นก็คือธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นเพื่อภาคขนส่ง ซึ่งในรอบ4-5 ปีที่ผ่านมา อัตราการแข่งขันธุรกิจนี้ทวีความเข้มข้นอย่างต่อเนื่อง เหตุมีหลากหลายค่ายยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจพลังงานทั้งไทยและเทศต่างกระโจนร่วมวงศ์ไพบูลย์กันพรึบพรับหวังชิงเค้กหมื่นล้านบาท

ยิ่งเมื่อกระทรวงการคลังได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง กำหนดเพิ่มประเภทสินค้าที่ต้องจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในหมวดน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน โดยกำหนดให้น้ำมันหล่อลื่นและน้ำมันที่คล้ายกัน ต้องถูกเก็บภาษีสรรพสามิต ซึ่งลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลใช้บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. 2560  เป็นต้นมา โดยเป็นการเก็บภาษีน้ำมันหล่อลื่นตามปริมาณที่ 5.50 บาทต่อลิตร จากเดิมที่ไม่มีการจัดเก็บ และภาษีน้ำมันเครื่องบินถูกเก็บภาษีตามมูลค่าที่ 23% (ตกประมาณ 4 บาทต่อลิตร) จากเดิมเก็บที่ 20 สตางค์ต่อลิตร ทั้งนี้ การจัดเก็บภาษีน้ำมันทั้ง 2 ชนิดดังกล่าว จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปี

ในห้วงเวลานั้นผู้ผลิตและผู้ค้าน้ำมันหล่อลื่นหลายค่ายต่างจัดทัพปรับตัวกันขนานใหญ่ ไหนจะรับมือการแข่งขันที่รุนแรง ไหนจะเผชิญกับปัญหาภาษี วันนี้ภาพรวมตลาดน้ำมันเครื่องในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร?แต่ละค่ายจะงัดผลิตภัณฑ์พร้อมชูจุดขายและสร้างความต่างให้กับผู้ประกอบการขนส่งอย่างไร โดย Logistics Time ได้ประมวลประเด็นดังกล่าวผ่านมุมมองจาก 4 ค่ายยักษ์ธุรกิจด้านพลังงาน ดังนี้

ประเดิมด้วยพี่ใหญ่ด้านพลังงานในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติอย่าง “ปตท.” ตั้งเป้าเป็น “เบอร์หนึ่ง”ต่อเนื่อง พร้อมพุ่งทะยานครองสัดส่วนกว่า 40 % ปล่อย PTT Dynamic Ultra Plus เพื่อเครื่องยนต์ดีเซลงานหนักคุณภาพสูง “เชฟรอน”ส่ง คาลเท็กซ์ เดโล่ ใหม่! ชูจุดเด่นปกป้องทั้งเครื่องยนต์เก่าและใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ “เชลล์”คลอด ริมูล่า R ปักธงหวังชิงขวัญใจสิงห์รถบรรทุกตัวจริง ขณะที่พีทีเปิดตัว “แมกซ์นิตรอนน้ำมันเครื่องคุณภาพสูงพร้อมพลังปกป้องเต็มเปี่ยม

PTT Dynamic Ultra Plus ลดการสึกหรอได้เหนือกว่า 46%

นายบุรณิน รัตนสมบัติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจหล่อลื่นบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)เปิดเผยจุดเด่นของผลิตภัณฑ์หล่อลื่นปตท.เพื่อภาคขนส่งว่าปตท.ขอนำเสนอผลิตภัณฑ์หล่อลื่นเครื่องยนต์ดีเซลPTT DYNAMIC ULTRA PLUS”ตอบโจทย์ทุกสภาวะการใช้งานของภาคธุรกิจขนส่งโดดเด่นด้านการยืดอายุการใช้งาน ส่งต่อการปกป้องเครื่องยนต์ที่เหนือกว่า รองรับกับตลาด AEC คุ้มค่าทุกระยะทางเหนือกว่าด้วยประสิทธิภาพในการชะล้างทำความสะอาดเครื่องยนต์ลดการสึกหรอได้เหนือกว่า ลดเวลาการซ่อมบำรุงและยืดอายุการเปลี่ยนถ่ายสูงสุด โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

“PTT Dynamic Ultra Plus เป็นน้ำมันหล่อลื่นเพื่อเครื่องยนต์ดีเซลงานหนักคุณภาพสูง ด้วยระดับคุณภาพ API CI-4 และใช้เทคโนโลยี DDL Booster ที่ให้ความสะอาดที่เหนือกว่าแล้ว  ยังรองรับและเหมาะกับผู้ประกอบการขนส่งที่ต้องการไปได้ไกลกว่าโดยเฉพาะการขนส่งสินค้าระยะไกลในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนอีกทั้งยังคงความโดดเด่นที่เหนือกว่าด้วยประสิทธิภาพในการชะล้างทำความสะอาดเครื่องยนต์ถึง 36%รองรับทุกสภาวะการทำงาน ปกป้องเครื่องยนต์  และลดการสึกหรอได้เหนือกว่า 46% ช่วยลดเวลาการซ่อมบำรุงและยืดอายุการเปลี่ยนถ่ายสูงสุด 30,000 กม. สำหรับรถบรรทุกญี่ปุ่น และ45,000 กม. สำหรับรถบรรทุกยุโรป อีกทั้งสามารถรองรับกับสภาวะเชื้อเพลิงกำมะถันสูงได้ดี  มีเบอร์ความหนืดให้เลือกทั้ง  SAE 15W-40  สำหรับการใช้งานทั่วไป  และ SAE 20W-50  สำหรับการใช้งานหนัก และเพื่อภูมิภาคอาเซียนที่อยู่ในเขตร้อนโดยเฉพาะ”

นอกจากนี้ นายบุรณิน กล่าวเพิ่มเติมว่าปตท. ยังเติมเต็มศักยภาพการขายด้วยพัฒนาการให้บริการด้านเทคนิค ภายใต้แนวคิด“PTT Lube Solutions“ที่ยกระดับการบริการทางเทคนิคขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ซึ่งครบวงจรที่สุดในประเทศไทย  เช่น On-Site Analysis การวิเคราะห์คุณภาพน้ำมันที่หน้างาน,  All-in Service  การเข้าไปช่วยจัดการเรื่องการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่น, การอบรมความรู้หล่อลื่นให้แก่ผู้ใช้งานโดยตรง เป็นต้น ซึ่งหมดก็เพื่อสร้างความแตกต่างและจุดแข็งให้กับผลิตภัณฑ์หล่อลื่น ปตท.

คาลเท็กซ์ เดโล่ 400 เอ็มจีเอ็กซ์ ยืดระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายมากกว่า 8 หมื่นกม.

ด้านนายชุตินธร ปักเข็ม ผู้จัดการทั่วไปธุรกิจผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น ประเทศไทย บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดน้ำมันเครื่องในไทยมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรวมอยู่ที่ประมาณ 6 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะตลาดรถบรรทุกทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ มีแนวโน้มการเติบโตจากปีที่ผ่านมา เพราะความต้องการของผู้ใช้รถบรรทุกมีปริมาณเพิ่มขึ้น 3 หมื่นคันต่อปี ส่งผลให้ตลาดรวมมีอัตราการเติบโตถึง 10%

“ปัจจัยหนุนการเติบโตมาจากสภาวะโดยรวมของเศรษฐกิจค่อนข้างดีขึ้น จากการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน การส่งเสริมและผลักดันนโยบายจากรัฐบาลผ่านเมกะโปรเจ็กต์ต่างๆ ทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ การก่อสร้าง มาตรการหักลดหย่อนภาษีจากการลงทุนซื้อรถ และผลจากการแข่งขันของผู้เล่นในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมไปถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ตลาด การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นยอดขายและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน”

อย่างไรก็ดี นายชุตินธร ยังเผยถึงผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เซกเม้นต์นี้ว่า ล่าสุดบริษัท ได้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ คาลเท็กซ์ เดโล่ 400 เอ็มจีเอ็กซ์ SAE 15W-40 มาตรฐาน API CJ-4 น้ำมันเครื่องเกรดพรีเมี่ยมที่ได้พัฒนามาจากเทคโนโลยีไอโซซิน ซึ่งใช้ได้กับเครื่องยนต์ดีเซลทั้งในน้ำมันดีเซลประเภทที่มีกำมะถันสูงและกำมะถันต่ำ สามารถให้การปกป้องทั้งเครื่องยนต์เก่ และใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถช่วยยืดระยะเวลาในการเปลี่ยนถ่ายได้มากกว่า 8 หมื่นกิโลเมตร พร้อมกันนี้บริษัท ยังจัดเตรียมแผนการตลาดเพื่อการสร้างแบรนด์ ขยายฐานการรับรู้สู่กลุ่มผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น รวมถึงการจัดแผนสนับสนุนการขาย กิจกรรมส่งเสริมการตลาดอื่น ๆ เพื่อผลักดันยอดขายโดยรวมของคาลเท็กซ์ เดโล่ให้เติบโตไม่น้อยกว่า 30%

เชลล์ ริมูล่า R ช่วยให้เครื่องยนต์สะอาดขึ้น 50%

ฟากค่ายเชลล์ โดยคุณหลี่ หมิง ผู้จัดการใหญ่ ผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องเชลล์ริมูล่า บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่าเชลล์เปิดเกมรุกาตลาดน้ำมันเครื่องรถบรรทุก ด้วยการเปิดตัวแคมเปญใหญ่สุดของแบรนด์ “เชลล์ ริมูล่า” ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการคิดค้นและพัฒนามาเพื่อเครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้งานหนัก ภายใต้ชื่อ Real Destination หรือ “สู้ด้วยพลังแกร่ง มุ่งสู่จุดหมาย กับเชลล์ริมูล่า” ชูแนวคิดแบรนด์ใกล้ชิดและเข้าใจวิถีชีวิตคนขับรถบรรทุกทั่วโลก พร้อมช่วยให้พวกเขาเข้าใกล้สู่จุดหมายในชีวิตได้ง่ายขึ้น ขานรับการเติบโตของตลาด พร้อมสลายปีกสอดรับเออีซี ลั่นประเทศไทยได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์เอื้อเป็นศูนย์กลางการขนส่งอาเซียน หนุนภาคธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์เจิดจรัส

“แต่ละปีเชลล์ลงทุนมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทในด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้สามารถนำเสนอน้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพสูงสู่ตลาด เรามีผลิตภัณฑ์สำหรับเครื่องยนต์ที่ใช้งานหนักครบทุกความต้องการ รวมถึง เชลล์ริมูล่า R4X ที่ได้รับการออกแบบมาพร้อมพลังการปกป้อง 3 ประการ ได้แก่ การป้องกันการสึกหรอมากขึ้น 30% ปกป้องเครื่องยนต์จากการกัดกร่อนได้ดีกว่าเดิมถึง 50% และช่วยให้เครื่องยนต์สะอาดขึ้น50% รวมถึงเชลล์ริมูล่า R5 LE ที่ใช้น้ำมันพื้นฐานชนิดสังเคราะห์ ซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำมันได้ถึง 1.6% สำหรับรถบรรทุกงานหนักปานกลาง และรักษาเครื่องยนต์ให้ทนทาน”

“แมกซ์นิตรอน” น้ำมันเครื่องคุณภาพสูง เสถียรต่อทุกสภาวะอากาศ

ด้านนายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ พีทีจี (PTG) เปิดเผยว่า เราวางเป้าหมายในปี 2560 ที่จะขยายกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นให้เติบโตขึ้น โดยล่าสุด บริษัทฯ ได้เปิดตัว ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นภายใต้แบรนด์ “พีที แมกซ์นิตรอน”ทั้ง 11 สูตร  ครอบคลุมทุกเซกเม้นต์ ซึ่งล้วนเป็นน้ำมันหล่อลื่นคุณภาพสูงที่มาพร้อมกับ เทคโนโลยี Syn4Max® สุดยอดนวัตกรรมที่เพิ่มประสิทธิภาพน้ำมันพื้นฐานให้เทียบเท่าน้ำมันสังเคราะห์ ซึ่งวางเป้าหมายที่จะสร้างยอดขาย 5-6 ล้านลิตรภายในปี

“จุดเด่นของ พีที แมกซ์นิตรอนคือการเป็นน้ำมันหล่อลื่นคุณภาพสูงที่มาพร้อมกับ เทคโนโลยี Syn4Max® สุดยอดนวัตกรรมที่เพิ่มประสิทธิภาพน้ำมันพื้นฐานให้เทียบเท่าน้ำมันสังเคราะห์ ทำให้น้ำมันหล่อลื่นมีความเสถียรต่อทุกสภาวะอากาศ ที่สำคัญยังเพิ่มสารชะล้าง และสารย่อยเขม่า ช่วยให้เครื่องยนต์สะอาด อัพเกรดการทำงานของเครื่องยนต์ให้เป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยรักษาและยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นด้วยการเพิ่มระยะเวลารอบการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องได้นานกว่าที่เคย อีกทั้งยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุมในทุกประเภทของเครื่องยนต์ ด้วยประเภทของน้ำมันพื้นฐาน ตั้งแต่น้ำมันสังเคราะห์ 100% (ฟูลลี่ซินเธติก), น้ำมันกึ่งสังเคราะห์ (เซมิ ซินเธติก) และน้ำมันพื้นฐานแร่ (มิเนอรอล ออยล์)”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า“ค่าเชื้อเพลิง” เป็นต้นทุนหลักสำหรับธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ หากผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนด้านเชื้อเพลิงได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มผลกำไรเป็นกอบเป็นกำมากขึ้นเท่านั้น ขณะเดียวกันเมื่อตลาดน้ำมันหล่อลื่นเพิ่มผู้เล่นมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มทางเลือกให้ผู้ประกอบการขนส่งได้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ธุรกิจขนส่งมากขึ้นเท่านั้น

อีกทั้งยังเป็นการเปิดกว้างด้านการแข่งขัน และที่สำคัญยังเป็นโอกาสทองของภาคธุรกิจด้านพลังงานต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด