เกิดอะไรขึ้น? “ทาทา มอเตอร์ส” ยกธงขาวธุรกิจในไทย

0
648

กลายเป็นTalk of the town เขย่าขวัญอุตสาหการยานยนต์เมืองไทยหลัง “ทาทา มอเตอร์ส” ค่ายรถจากอินเดีย ที่เคยเรียกเสียงฮือฮาวงการเมื่อปี 2008 ด้วยการซื้อกิจการยักษ์ใหญ่ยานยนต์อย่าง “จากัวร์และแลนด์โรเวอร์”จากฟอร์ดมอเตอร์ส ส่งเสริมบารมีจนผงาดติดอันดับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับที่ 19 ของโลกมาแล้ว

แต่ไฉนเล่ามาวันนี้ได้ประกาศยุติการผลิตรถในประเทศไทยพร้อมม้วนเสื่อกลับไปกินน้ำบัวบก ณ ดินแดนภารตะเป็นที่เรียบร้อย?

ถ้อยแถลงการณ์จาก“ทาทา มอเตอร์ส”ระบุว่า สืบเนื่องจากนโยบายการปรับกลยุทธ์ 2.0 ทาทา มอเตอร์ส ได้จัดทำกลยุทธ์ 6 การขับเคลื่อน (6-Cylinder Strategy) เพื่อก่อให้เกิดความยั่งยืน ความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตของกระแสเงินสด หนึ่งในนั้นคือเรื่อง “หนี้สินสุทธิ” และ “บริษัทย่อย”

หลังผ่านการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ ได้ดำเนินการประเมินรูปแบบการทำธุรกิจในประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อจากนี้ไป การทำธุรกิจในไทย ณ ขนาดนี้เป็น“ขนาดย่อย และไม่มีความยั่งยืนเพียงพอ”

ดังนั้นบริษัทฯ จึงตัดสินใจจะยุติการผลิตในปัจจุบันในประเทศไทยภายในปีงบประมาณนี้ สำหรับทิศทางต่อไปข้างหน้า บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับตลาดประเทศไทย ด้วยการปรับปรุงพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เหมาะแก่ความต้องการของลูกค้าในตลาดประเทศไทย โดยอาศัยช่องทางของการกระจายรถยนต์รุ่นต่างๆ ผ่านการนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย หรือ Completely Built Up (CBU)

ปิดท้ายถ้อยแถลงยังย้ำชัด“ทาทา มอเตอร์ส”ยังมุ่งมั่นจะดำเนินธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งประเทศไทยยังเป็นตลาดสำคัญ และบริษัทฯ มีความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะให้บริการลูกค้าอย่างต่อเนื่องต่อไป ควบคู่ไปกับช่วงเวลาที่บริษัทฯ กำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบของการดำเนินธุรกิจแบบใหม่

หลังประกาศก้องตัดสินใจยกธงขาวการผลิตในไทยครั้งนี้ เกิดเสียงวิพากย์วิจารณ์กันแซดในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ พร้อมกับตั้งข้อสงสัยทำไม ทาทา มอเตอร์ส ที่ตะบันธุรกิจบนพื้นแผ่นดินไทยมาครบ 1 ทศวรรษพอดี ถึงได้ถอดใจยอมยกธงขาว…ธุรกิจในเมืองไทยดื้อๆเช่นนี้?

หากจะวิเคราะห์ประเด็นแรกเลยคงต้องเป็นยอดขายดัชนีชี้วัดอัตราการเติบโตในไทยหลังได้ฤกษ์ยกพลขึ้นบกบุกตลาดเมืองไทยเมื่อปี 2550 ยอดขายรวมในแต่ละปีไม่ถึง 1,000 คัน โดยปี 2017 ที่ผ่านมามียอดขาย 986 คัน ซ้ำร้ายหนักสุดกับยอดขายครึ่งปีแรก(ม.ค.-มิ.ย.61) 392 คัน ลดฮวบฮาบ 15.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่ขายได้ 466 คัน เฉพาะเดือนมิถุนายน2561ทำยอดขายได้แค่ 50 คัน ลดลงถึง 20.6%

คงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดใน 3 โลกอะไรกับห้วงเวลา 10 ปีบนพื้นแผ่นดินด้ามขวานทองของค่ายรถที่แม้จะเป็นแบรนด์ทรงอิทธิพลและยึดหัวหาดความยิ่งใหญ่บนดินแดนภารตะอย่างทาทา มอเตอร์ส กลับขาดทุนบักโกรกต่อเนื่องในทย โดยในปีที่ผ่านมาขาดทุนยับไปถึง 882 ล้านบาทเลยทีเดียว

เมื่อยอดขายหลุดเป้าผนวกกับการขาดทุนบักโกรกต่อเนื่องทุกปี ย่อมไม่เป็นที่พึงพอใจและไม่แปลกที่จะถูกโยงเป็นเหตุผลอันชอบธรรมให้ทางบริษัทแม่ที่อินเดียมองว่าทาทา มอเตอร์สบนแผ่นดินไทย เป็นธุรกิจขนาดเล็ก และไม่มีความยั่งยืนเพียงพอ ที่บริษัทแม่จะบ้าเลือดยอมทุบคลังลงทุน…อีกต่อไป

ประเด็นต่อมาคงต้องขมวดลงในแง่มุมการแข่งขันตลาดเมืองไทย แม้แรกเริ่มการลุยตลาดเมืองไทย ทาทา มอเตอร์ส จะผลิตรถกระบะ“ทาทา ซีนอน”พร้อมชู“จุดขาย”หวังแหวกม่านตลาดรถยนต์เมืองไทยให้จงได้ ด้วยกลยุทธ์“ราคาถูกกว่าคู่แข่งรถค่ายยุโรปและค่ายญี่ปุ่น”

แต่ทว่าภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่แม้มวลมหาประชาชนคนอินเดียจะยอมซูฮกกับความยิ่งใหญ่ก็ตาม แต่ทว่ายังไม่เข้าตากรรมการชาวไทยเท่าไหร่นัก เหตุเป็นแบรนด์ค่อนข้างนอกสายตาคนไทย ไม่ถูกตาต้องใจเฉกเช่นค่ายรถจากแดนอาทิตย์อุทัย รวมถึงบรรดาค่ายรถสายพันธุ์ยุโรปลากยาวไปไกลดินแดนเสรีภาพมะกัน

ผนวกกับอุณหภูมิการแข่งขันตลาดรถเล็กเมืองไทยเข้าขั้น…นฤโหด!ต้องใช้พลังมหาศาลกับการทลายกำแพงความเชื่อมั่นลูกค้าคนไทย และเป็นเรื่องยากที่จะฝ่าด่านอภิมหาโหดตลาดรถยนต์ที่มีค่ายรถขาใหญ่หลากหลายเผ่าพันธุ์ครองพื้นที่ตลาดได้

ขณะที่เซ็กเมนต์กลุ่มรถบรรทุก แม้พวกเขาจะเสริมทัพด้วยหัวลาก “ทาทา โนวัส” และรถบรรทุก 6 ล้อ “อัลทรา”ซึ่งล้วนเป็นการนำเข้าทั้งสิ้น แต่ทว่าการะทะลุทะลวงยังยากเย็นแสนเข็น เข้าทำนองจะงัดกลุยทธ์เด็ดอะไรออกมาต่อกรกับค่ายญี่ปุ่น คงไม่ต้องโพนทนาไปไกลเทียบชั้นบารมีกับ 2 มหาอำนาจค่ายรถยักษ์ชนิดแข็งโป้กในวงการอย่าง Isuzu และ Hino

หรือแม้แต่ค่ายรถระดับรองลงมาอย่าง UD Trucks และ FUSO ยังเลือดตาแทบกระเด็น หรือขยับลงมาเทียบชั้นวรรณะระดับเดียวอย่างค่ายรถจากจีนก็ยัง….ลำบากอยู่ดี!

เมื่อทุกมิติการแข่งขันถูกมัดรวมสังวาสเข้าด้วยกันแล้วคลอดออกจากมดลูก ทาทา มอเตอร์ส กับคำตอบที่ได้และเหมาะสมที่ว่า ….ยอมยุติการลงทุนผลิตรถในเมืองไทยเพียงแค่นี้ แม้จะยังยืนยันไม่ละทิ้งตลาดในเมืองไทยไปเสียทีเดียว ด้วยรูปแบบส่งรถที่ประกอบเสร็จทั้งคันเข้ามาจำหน่ายแทน

แต่สิ่งที่ต้องตามดูกันต่อไป ก็คือเมื่อเปลี่ยนมาสู่ระบบนำเข้ารถทั้งคัน ทาทา มอเตอร์ส จะยังอาจหาญกล้าเล่นเกมราคาได้เหมือนเดิมหรือไม่ ?

…. หรือนี่คือแค่ลีลา “แอ็คติ้งอาร์ตแก้เกี้ยว”วิกฤติการที่เกิดขึ้นพลางปล่อยให้เรื่องเงียบสักพัก…โผล่อีกทีเห็นนั่งโซ้ยโรตีที่อินเดียซะแล้ว!

:ปีศาจขนส่ง