“ค่ายชบาแดง”บนเส้นทางวิบาก(กรรม)ภาค 3 ‘ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี’?

0
515

ครบไตรภาคพอดิบพอดีกับการเซิ้งแป้นพิมพ์เปิดฟลอร์ให้หมู่อักษรในคราบศาสตร์และศิลป์ได้เริงระบำถึงค่ายรถใหญ่จากแดนซามูไร “ชบาแดง”ภายใต้ชายคาหลังใหม่-ใหญ่  DCVT หลังหลุดวงโคจรจากรังรักเก่า(ตันจง) บนเส้นทางวิบาก(กรรม)ในสมรภูมิรถบรรทุกเมืองไทย

ตามวงล้อพงศาวดารสิบล้อเมืองไทยอันน่าพิศวาสและพิศวง “ค่ายชบาแดง”ถูกยกให้เป็นค่ายรถบรรทุกผ่านร้อนผ่านหนาวจนผูกร้อยเป็นเรื่องเล่า-เร้าร้อน หากเป็นนวนิยายก็ประเภท “รักซ้อน-ซ่อนเงื่อน”ป่นเปื้อนด้วยรอยรักรอยร้าวรอยแค้นดีๆนี่เอง

ทวนเข็มนาฬิกากลับไปพอเป็นน้ำจิ้มรสเด็ดสูตรดั้งเดิมรวบรัดตัดตอนหลังค่ายชบาแดงหลุดจากอ้อมอกกลุ่มตันจง (31 มี.ค.2016 วันสิ้นสุดสัญญา) เพราะบจก.มิตซูบิชิ ฟูโซ่ ทรัค แอนด์ บัส คอร์เปอร์เรชั่น (MFTBC) ประเทศญี่ปุ่น บริษัทลูกเดมเลอร์ กรุ๊ป ไม่ยอมจรดหมึกต่อสัญญาให้กลุ่มตันจงได้ไปต่อ

จนเกิดมหากาพย์ปะทุธาตุไฟแตก “ความขัดแย้ง” ลุกลามบานปลายจนถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลฟ้องร้องกันไปมาอุดหลุดชนิด “แตกหัก”กันไปข้าง พร้อมกับทิ้งปริศนาและนานาข้อครหาให้ “มรณัง” ไปกับกาลเวลา!?

ห้วงสุญญากาศอันเป็นช่วงรอยต่อก่อนที่บจก.เดมเลอร์ คอมเมอร์เชียล วีฮีเคิลส์ (ประเทศไทย) หรือ DCVT จะถูกเบ่งคลอดจากมดลูกเดมเลอร์กรุ๊ป หวังเป็นบ้านหลังใหม่-ใหญ่รองรับลูกรักอย่างค่ายชบาแดง สู่วิกฤติการณ์ “ความขัดแย้ง-แตกหัก”ระหว่าง MFTBC และตันจงที่กินเวลาไปกว่า 1 ขวบปีนั้น

ถือเป็นการสูญเสีย“โอกาสทองฝังเพชร”ทางธุรกิจในทิศทางที่ควรจะเป็นทั้งที่อยู่ห้วงขาขึ้น พร้อมกระแทกซ้ำชะตากรรมรถบรรทุกฟูโซ่ให้ “แขวนอยู่บนเส้นด้าย” กรุยทางสู่ “โศกนาฏกรรมหมู่”ของรถบรรทุกฟูโซ่ในประเทศไทยอย่างแท้จริง

ยอดขายที่กำลังดีวันดีคืนกลับตกฮวบฮาบ ความเชื่อมั่นของลูกค้าทีมีต่อแบรนด์ฟูโซ่ก็ดิ่งเหวทิ้งวาทกรรมสุดหดหู่ “ฟูโซ่ขายแล้ว…ทิ้ง” ไฟลามทุ่งไปถึงฟูโซ่ทรัคประเทศไทยที่กำลังแข็งแกร่งและมีศักยภาพก็ต้องถึงคราผ่าตัดองค์กรขนานใหญ่ ท้ายที่สุดก็ถึงครา“ผึ้งแตกรัง” 

ส่วนดีลเลอร์ฟูโซ่ทั่วประเทศโดยเฉพาะ “9 ดีลเลอร์อรหันต์”ก็ถูก DCVT ดอดไปตีท้ายครัวพลางมัดมือชกจับเซ็นสัญญากวาดเข้ารังเรียบร้อยโรงเรียนเดมเลอร์ฯนอกนั้นต้องกอดคอกันครวญเพลงดัง“ลอยแพ”ของ “อ้ายพรศักดิ์ ส่องแสง”ซะอย่างงั้น

จนกระทั่ง (8 มิ.ย.2017ภายในงานมหกรรมรถบรรทุกนานาชาติ) ค่ายฟูโซ่ได้ฤกษ์ปรากฏโฉมใหม่ภายใต้ชายคาหลังใหม่เอี่ยมอ่องอรทัยอย่าง DCVT อย่างเป็นทางการ ภายใต้การกุมบังเหียน “มร.ซาช่า ริคาเน็ค”ขึ้นแท่น CEO คนแรก พร้อมกับความคาดหวังแสงสว่าง ณ ปลายอุโมงค์ ค่ายชบาแดงจะถูกงัดถั่งงัดให้เชิดหน้าชูคอได้อีกครั้ง

ทว่า ตลอดระยะเวลา 2  ปีกว่าๆ ค่ายชบาแดงกับบ้านหลังใหม่-ใหญ่ DCVT ที่ต้นทุนที่สูงลิ่วเหตุเป็นบริษัทลูกเดมเลอร์ยักษ์ใหญ่ด้านยนตรกรรมโลก ระดับมันสมอง CEO สายตรงจากเดมเลอร์ บวกกับฐานะทางการเงินเข้าขั้นอู้ฟู้ของเดมเลอร์ ผสมโรงกับ 9 ดีลเลอร์อรหันต์ด้วยแล้ว

ขมวดเป็นความคาดหวังสูงสุดจะนำพากันขับเคลื่อนค่ายชบาแดงเข้าสู่สมรภูมิรถใหญ่เมืองไทยสมน้ำสมเนื้อชาติตระกูลเดมเลอร์ได้ไม่ยาก!  

แต่…อนิจจา!!! กับ 2 ขวบปีกว่าที่ผ่านพ้นไป พิสูจน์ผลงานภายใต้ภูมิปัญญาของท่านแม่ทัพมร.ซาช่า กลับสวนทางกับความคาดหวังอย่างสิ้นเชิง ยอดขายแต่ละปีไม่เข้าใกล้เป้าหมายที่วางไว้เลยแม้แต่น้อย ขณะที่วิสัยทัศน์ระดับ CEO ไม่ได้ถูกรีดเอามาใช้งานแล้วก่อเกิดประโยชน์เท่าที่ควรจะเป็น

ซ้ำร้ายกลิ่นไม่ค่อยโสภาจากแนวคิดบริหารก็ถูกคนวงในวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วงถึง“ศักยภาพและภาวะผู้นำ” กลายเป็นปมร้อนฉ่าปล่อยเปลวความร้อน&กลิ่นตุๆเล็ดลอดผ่านช่องลมบานประตู-หน้าต่างจากฐานบัญชาการ DCVT โชยออกสู่วงนอกให้ชาวบ้านร้านตลาดได้รับรู้กลิ่นจนได้

โดยเฉพาะแนวทางการทำตลาดที่ยึดอีโก้ตัวกูของกูจนสุดโต่ง โดยไม่มีท่าที “สนใจ-เข้าใจ”และไม่ยอมเปิดใจกว้างรับฟังข้อคิดเสนอแนะจากเสียงนกเสียงกาแต่อย่างใด เมินเฉยกับศึกษาและเรียนรู้ถึงรากเหง้าและธรรมชาติตลาดรถบรรทุกเมืองไทย

ประหนึ่งมั่นใจเต็มประดา…เพราะข้าคือ “เดมเลอร์”…นะเฟ้ย!

จนดีลเลอร์หลายรายต่างพากันเอือมระอาพลางออกอาการ “พี่ไม่ปลื้มแล้ว…นะจ๊ะ” ยิ่งไปกว่านั้น กลิ่นเน่าๆที่โชยออกมาจากปากหน่วยเหนือของฐานบัญชาการ DCVT ทำนอง“ไม่เห็นเงาหัวดีลเลอร์ไทย” บร๊ะเจ้า!!!.ใครจะเชื่อและคาดคิดว่าระดับผู้บริหารระดับสูงจะกล้าบ้วนสิ่งไม่พึงประสงค์ต่อโสตประสาทออกมาเยี่ยงนี้

อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลจากอีกซีกโลกหนึ่งมาทำหากินบนพื้นแผ่นดินไทย แล้วดันทะลึ่งมีทัศนคติ&ต้นคิดแหกความอารมณ์ความรู้สึกคนท้องถิ่นแบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับการไม่ให้เกียรติคนไทย เป็นการ “ทุบหม้อข้าวหม้อแกง” และปิดประตูลั่นดาน “ฆ่าตัวเอง” ชัดๆ

นื้อในความเป็นบริษัทแม่ต้องเป็นบ้านหลังใหญ่ที่ให้ความรัก-อบอุ่นกับลูกๆ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันและกัน ไม่ปิดกั้นที่จะรับฟังปัญหาและข้อคิดเห็นต่างๆ …..มิใช่หรือ?

ไฉนเล่า DCVTถึงได้ผ่าเหล่าก่อหน่อพันธุ์ที่ดีที่กลับมองดีลเลอร์แค่ “ลูกเบ๊”สั่งซ้าย-ขวาต้องซ้าย-ขวา หากดีลเลอร์รายไหนกล้าดี “งัดข้อ”นายนั้นเตรียมรับชะตากรรมในฐานะ “ศัตรูตัวฉกาจ”งั้นหรือ?

แนวคิดบริหารเยี่ยงนี้ ไม่น่าจะใช่แนวทางและครรลองที่ดีงามตามแบบ “ตำราเดมเลอร์”ได้ฝังชิปความคิดความอ่านผู้บริหารระดับสูงเสียแล้วก็กระมั่ง?

นี่อาจเป็นอีกหนึ่งมูลเหตุของการตะบันการบริหารสุดโต่ง จนนำไปสู่ปฏิบัติการ “ตระบัตสัตย์”เชิงธุรกิจกับดีลเลอร์รายใหญ่บางราย กับปมการสั่งซื้อรถ-อะไหล่บิ๊กล็อตเจ้าปัญหา สุดสะบั้นจนดีลเลอร์รายนั้นตอกกลับสุดแสบสันต์ด้วยยุทธวิธี “อาริยะขัดขืน”ไม่ยอมทำตลาดรถบรรทุกฟูโซ่….หรือไม่?

ครั้นเหลือบเห็นยอดขายรวมของฟูโซ่หลังผ่าน 10 เดือนปี 62 (ม.ค.-ต.ค)ที่รวบรวมโดยค่ายฮีโน่ พบว่ายอดขายฟูโซ่อยู่ที่ 364 คัน ซึ่งจำนวนนี้น่าจะได้บุญญาธิการจาก Importer เก่าช่วยหนุนส่งอีกต่างหาก เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 61ที่ 386 คัน ถือว่าลดลงอย่างน่าใจหาย

ท้ายที่สุดแล้วเมื่อผลงานไม่เข้าตากรรมการ อีกทั้งยังไม่สามารถประสานรอยร้อยลึกศึกในให้สมานแผลได้ มร.ซาช่า ก็ถูกโยกย้ายให้ไปหลบเลียแผลใจพลางโซ้ยปลาดิบจิ้มวาซาบิซี๊ดซ้าดขึ้นสมองกับตำแหน่งใหม่ที่สำนักงานใหญ่ของเดมเลอร์ ทรัคส์ เอเชีย ในเมืองคาวาซากิ ประเทศญี่ปุ่น

ส่วนเก้าอี้แม่ทัพ DCVT ก็ถูกแทนที่ โดย “มร.สเตฟาโน จิออร์ดานิ” โดยมีผลมาตั้งแต่1 ก.ย.2562 เป็นต้นมา หลังส่องโปรไฟล์ CEO คนที่ 2 DCVT แล้ว พบว่าเขามาทางสายไฟแนนเชียล เซอร์วิส โดยก้าวสู่ครอบครัวเดมเลอร์ในปี 2548 มีประสบการณ์สายงานพัฒนาธุรกิจ การขายและการตลาดในธุรกิจบริการทางการเงิน และประสบการณ์ด้านการขายรถบรรทุกและรถโดยสารในประเทศต่างๆทั้งในยุโรปและเอเชีย

ต้องจับตากันต่อว่านายใหญ่คนที่สอง DCVT จะพลิกตำราฉบับฝรั่งมั่งค่าเล่มไหนทลายล้างซากปรักหักพังที่ CEO คนแรกได้ทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์สยองใจ โดยเฉพาะการสยบศึกภายในองค์กรที่ยังคุกรุ่น สร้างเอกภาพคนในองค์กร พร้อมเดินเครื่องเต็มสูบสู้ศึกสมรภูมิรถใหญ่ในไทยได้มากน้อยเพียงใด?

อีกทั้งจะสามารถแสดงศักยภาพในฐานะแม่ทัพขับเคลื่อนรถใหญ่“ฟูโซ่”ให้เติบโตสมฐานะที่เจ้าของแบรนด์ดึงกลับมาโม่แป้งเองในไทยมากกว่าที่เป็นอยู่ได้หรือไม่?

ดูทิศทางลมแล้วนับเป็นโจทย์หินสำหรับนายใหญ่คนใหม่ว่าจะสามารถ “ปลดล็อค”ปัญหาเน่าๆใต้พรม DCVT เป็นเนื้อเป็นหนังได้ และที่สำคัญภายใต้ภูมิปัญญาของเขาจะกล้าสำแดงศักยภาพแนวทางการบริหารอย่างอิสระในฐานะ CEO ฉีกหนีให้พ้นเงา “ผู้บริหารระดับสูงบางคน”ที่หลงเหลืออยู่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือ CEO บนฐานบัญชาการ DCVT

ที่ใครต่อใครต่างรู้ว่าเขาคือผู้ครอบงำ “ความล้มเหลว” ในปัจจุบันได้หรือไม่? หากยังเหมือนเดิมหรือซ้ำร้ายกว่าเดิมแล้วล่ะก็!

ชะรอยว่าค่ายชบาแดงจะเข้าสู่วัฏสงสาร“ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี”?  

:ปีศาจขนส่ง