คมนาคม สั่ง รฟท. เตรียมข้อมูลทางคู่ 7 เส้นส่งซุปเปอร์บอร์ด ด้านเมล์เอ็นจีวี ต้องรอกรมศุลฯ ชี้ชัดแหล่งกำเนิดแม้ศาลสั่งคุ้มครอง

0
81

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้เรียกคณะกรรมการ(บอร์ด) รฟท. และนายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รักษาการผู้ว่า รฟท. เข้าหารือ โดยได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ ซึ่งทาง รฟท. จะต้องนำข้อมูลเสนอให้แก่คณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง หรือ ซุปเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อพิจารณา ซึ่งในส่วนของ รฟท. ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ 7 เส้นทาง ในจำนวนนี้มี 2 เส้นทางที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างแล้ว และอีก 5 เส้นทางเป็นโครงการใหม่ที่อยู่ในขั้นตอนประกวดราคา

“ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ รฟท. เตรียมข้อมูลเพื่อนำเสนอให้ครบถ้วนกับทางซุปเปอร์บอร์ด ในฐานะที่จะมาเป็นผู้กำกับการจัดซื้อจัดจ้างให้มีความโปร่งใสในการรถไฟ รวมถึงให้ซุปเปอร์บอร์ดเป็นผู้ที่ให้ข้อเสนอแนะ คำแนะนำกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อช่วยให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการใหญ่ๆ ให้เกิดความโปร่งใส ส่วนการจะแก้ไขทีโออาร์รถไฟทางคู่ทั้ง 5 เส้นทาง หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของซุปเปอร์บอร์ดเช่นเดียวกัน”

ด้านนายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม กล่าวเสริมว่า ได้มีการร่วมหารือกับทางบอร์ดและผู้บริหาร รฟท. โดยส่วนหนึ่งก็เพื่อทำความรู้จักกันและรับทราบภาพรวมใหญ่ๆ ว่าการดำเนินการของซุปเปอร์บอร์ดและคำสั่งของ คสช. ที่ออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งทางบอร์ดก็จะต้องรับไปดำเนินการต่อ สำหรับเรื่องของทีโออาร์รถไฟทางคู่ทั้ง 5 เส้นทางนั้น ทางซุปเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้างจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะมีการปรับเปลี่ยนใหม่หรือไม่ เบื้องต้น รฟท. ได้ส่งทีโออาร์ให้ซุปเปอร์บอร์ดไปแล้ว คาดว่าทางซุปเปอร์บอร์ดจะมีการประชุมกันในเร็วๆ นี้

นอกจากนี้ รมช.คมนาคม ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้า โครงการรถเมล์ เอ็นจีวี 489 คัน ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ว่า ในขณะนี้ ทาง ขสมก. ยังไม่ได้รายงานความคืบหน้าเข้ามา ส่วนในเรื่องที่ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำกัด บริษัทลูกของบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารถเมล์เอ็นจีวี และให้กรมศุลกากรปล่อยรถเมล์ออกจากท่าเรือแหลมฉบังนั้น ตนยังไม่เห็นหนังสืออย่างเป็นทางการ แต่เห็นเฉพาะในข่าวที่ออกมาเท่านั้น

“สำหรับการที่ศาลให้ความคุ้มครองนั้น จะส่งผลให้ทางบริษัทสามารถนำรถเมล์ออกมาจากท่าเรือแหลมฉบังเพื่อส่งมอบให้กับ ขสมก.ได้ แต่ในส่วนของขสมก. ก็ต้องมีขั้นตอนในการพิจารณาว่าจะรับมอบได้หรือไม่ เพราะต้องทำการตรวจสอบให้ชัดเจนตามสัญญา  ทั้งในแง่ของสภาพตัวรถ เงื่อนไขการรับรถ และที่ยังค้างคาอยู่ก็คือ แหล่งที่มาของรถ ซึ่งทาง ขสมก. ก็ต้องรอกรมศุลกากรตอบกลับมาว่าแหล่งกำเนิดอยู่ที่ไหน  โดยเรื่องดังกล่าวเชื่อว่าทาง ขสมก. คงชั่งน้ำหนักระหว่างรอต่อไปหรือจะดำเนินการอย่างไรเพื่อไม่ให้ยืดเยื้อ”