ATP 30 ทุ่มทุน 120 ล้านขยายการลงทุนรองรับตลาดโต

ท่ามกลางการค้าการลงทุนที่ต้องแข่งขันชนิดนฤโหดในยุคนี้สมัยนี้ เหตุถูกรุมเร้าด้วยปัจจัยสารพัดที่ต้องตอบสนองอุปสงค์ตลาดที่เน้นการบริกรที่รวดเร็วฉับไว ทันสมัย ประทับใจ และปลอดภัย เฉกเช่นสมรภูมิรถโดยสารไม่จำทาง หรือในวงการรู้กันว่า “รถ 30” ก็ไม่ต่างกัน ที่นับวันอัตราการแข่งขันยิ่งดุเดือดเข้มข้นขึ้นทุกขณะ เหตุในตลาดมีผู้เล่นแทบล้นตลาด ชิงไหวชิงพริบเป็นว่าเล่น ไม่เก่งและเก๋าจริงไปต่อโคตรยากมากวงการนี้

0
471

ท่ามกลางการค้าการลงทุนที่ต้องแข่งขันชนิดนฤโหดในยุคนี้สมัยนี้ เหตุถูกรุมเร้าด้วยปัจจัยสารพัดที่ต้องตอบสนองอุปสงค์ตลาดที่เน้นการบริการที่รวดเร็วฉับไว ทันสมัย ประทับใจ และปลอดภัย เฉกเช่นสมรภูมิรถโดยสารไม่ประจำทาง หรือในวงการรู้กันว่า “รถ 30” ก็ไม่ต่างกัน ที่นับวันอัตราการแข่งขันยิ่งดุเดือดเข้มข้นขึ้นทุกขณะ เหตุในตลาดมีผู้เล่นแทบล้นตลาด ชิงไหวชิงพริบเป็นว่าเล่น ไม่เก่งและเก๋าจริงไปต่อโคตรยากมากวงการนี้

ฟากฝั่งผู้ให้บริการรถโดยสารไม่ประจำทางเพื่อขนส่งพนักงานของโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งในและนอกเขตนิคมอุตสาหกรรม ระหว่างแหล่งที่พักอาศัยในเขตชุมชนไปยังโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานประกอบการ โดยเฉพาะรอบเขตนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) น้อยนักที่จะไม่รู้จักบริษัท เอทีพี 30 จำกัด (มหาชน) หรือ ATP30

คุณปิยะ เตชากูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอทีพี 30 จำกัด (มหาชน) (ATP30) ได้ฉายภาพความเป็นมาของ ATP 30 ว่า ATP30 เดิมชื่อ บริษัท อมตะทรานสปอร์ต 30 จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2548 เพื่อดำเนินการเป็นผู้ให้บริการขนส่งมวลชนจากแหล่งที่พักอาศัยในเขตชุมชนไปยังโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานประกอบการ และในปี 2555 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เอทีพี 30 คอร์เปอเรชั่น จำกัด ก่อนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนเข้าตลาดหลกทรัพย์ หรือ บริษัท เอทีพี 30 จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน

“ATP 30 ตั้งเป้าหมายเพิ่มอัตรากำไรให้มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ มีแผนพัฒนาระบบการดำเนินงานด้านการควบคุมการเดินรถ การซ่อมบำรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มสัดส่วนการให้บริการด้วยรถโดยสารของบริษัทฯ ตรงนี้จึงส่งผลให้ปี 2559 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีรายได้สูงถึง 300.78 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 264.27 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 36.51 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้น13.82% โดยมีกำไรสุทธิ 21.93 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 11.80 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10.13 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้น 85.89%”

สำหรับผลประกอบการของบริษัทที่มีการเติบโตนั้น คุณปิยะ ระบุว่าเนื่องจากในปี 2559 บริษัทฯ มีจำนวนรถที่ให้บริการกับลูกค้าเพิ่มขึ้น อีกทั้งมีการบริหารจัดการในด้านต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพส่งผลให้สัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ของบริษัทปรับตัวลดลง และมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 71.75 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรขั้นต้น 23.86% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรขั้นต้น 59.09 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 22.36%

“เวลานี้ ATP 30 มีรถไว้บริการลูกค้าประมาณ 200 คัน แบ่งเป็นรถบัส จำนวน 180 คัน รถไมโครบัส จำนวน 3 คัน รถมินิบัส จำนวน 2 คัน และรถตู้อีก จำนวน 30 คัน ทั้งนี้ ยังมีรถร่วมบริการอีกกว่า 100 คัน และช่วงปี 2561-2562 ทางบริษัทฯ มีแผนขยายกิจการเพิ่ม โดยได้ตั้งงบลงทุน จำนวน 120 ล้านบาท เพื่อจัดหารถเพิ่มอีก จำนวน 30-40 คัน เพื่อรองรับกับการเติบโตในอนาคต”

ส่วนการบริการจัดการรถบัสเพื่อการขนส่งให้ได้ประสิทธิภาพนั้น กรรมการผู้จัดการATP 30 ให้ข้อมูลว่าเราได้ร่วมกับผู้จำหน่ายรถชั้นนำและโรงงานประกอบตัวถังทำการออกแบบโครงสร้างรถบัสให้มีความปลอดภัยและสะดวกสบายแก่ผู้โดยสาร ที่สำคัญต้องให้เหมาะกับการใช้งานเพื่อการขนส่งบุคลากรให้แก่โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ และให้ถูกต้องตามกฎระเบียบ ที่หน่วยงานภาครัฐกำหนด

“เราได้นำระบบสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการเดินรถ จึงทำให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายและพฤติกรรมการขับขี่ของพนักงานขับรถ เส้นทางการเดินรถ เวลาในการเดินรถ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร-จัดการเดินรถ ตลอดจนเพิ่มมาตรฐานการบริการและความปลอดภัยให้กับผู้โดยสาร และที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญแก่การพัฒนาคุณภาพของพนักงานขับรถ โดยได้มีกระบวนการการคัดเลือกพนักงานขับรถ และการจัดอบรมทักษะความปลอดภัยในการขับขี่อย่างสม่ำเสมอ จากวิทยากรผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้มีจิตสำนึกในการให้บริการ รวมทั้งปลูกฝังพนักงานให้มีความใส่ใจต่อสวัสดิภาพในชีวิตและทรัพย์สินของลูกค้าและผู้ร่วมเดินทางบนถนนทุกราย”

อย่างไรก็ดี คุณปิยะ กล่าวปิดท้ายว่าเราเชื่อมั่นในศักยภาพของเราที่มีการบริหารจัดการที่ดี เติมเต็มด้วยการพัฒนาบุคลากร ระบบการดำเนินงานด้านการควบคุมการเดินรถ การเพิ่มจำนวนรถ และการเพิ่มสัดส่วนการให้บริการด้วยรถโดยสารของบริษัท จะเป็นแรงหนุนและใบเบิกทางให้เรามีรายได้ปีนี้เติบโตขึ้นไม่น้อยกว่า 15% หรือประมาณ 340-350 ล้านบาท