“สมคิด” จี้คค. เร่งลงทุนเมกะโปรเจ็กต์/ชี้ เป็นกระทรวงหลักขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยภายหลังประชุมเพื่อติดตามเร่งรัดการดำเนินโครงการสำคัญต่างๆ ของกระทรวงคมนาคมเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ว่า ต้องการให้เร่งรัดการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูง ทั้งเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง และกรุงเทพฯ-หัวหิน โดยเฉพาะเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง เหตุเส้นทางนี้จะช่วยทำให้ระบบการขนส่งในอีสเทิร์นซีบอร์ดสมบูรณ์มากขึ้น

0
72

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยภายหลังประชุมเพื่อติดตามเร่งรัดการดำเนินโครงการสำคัญต่างๆ ของกระทรวงคมนาคมเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ว่า ต้องการให้เร่งรัดการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูง ทั้งเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง และกรุงเทพฯ-หัวหิน โดยเฉพาะเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง เหตุเส้นทางนี้จะช่วยทำให้ระบบการขนส่งในอีสเทิร์นซีบอร์ดสมบูรณ์มากขึ้น เพราะจะมีทั้งระบบขนส่งและระบบโลจิสติกส์และคลังสินค้าที่ดี ซึ่งนักลงทุนญี่ปุ่น จีน และเกาหลีต่างให้ความสนใจการลงทุนใน จ.ระยองอยู่แล้ว ซึ่งนั่นจะทำให้ไทยกลายเป็นเกตเวย์ของกลุ่มประเทศ CLMV หรืออาเซียนตอนบนได้ ซึ่งทั้งสองโครงการจะเข้าโครงการ Fast Track ของคณะกรรมการนโยบายให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (คณะกรรมการ PPP)

ให้สนข. ทำโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-ระยอง ให้เร็วตามที่ทางคมนาคมและรัฐบาลได้เน้นเรื่อง Eastern Economic Corridor ซึ่งนักลงทุนต่างประเทศให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะรายละเอียดโครงการตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปจนถึงแหลมฉบังลงมามาบตาพุด ระยอง มีโครงการอะไรบ้าง เพราะเป็นแหล่งลงทุนสำคัญมาก รวมทั้งแผนงานโลจิสติกส์ทั้งระบบซึ่ งจะมีการประชุมระบบขนส่งของประเทศในช่วงต้นเดือน ก.ค.นี้ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

ส่วนรถไฟฟ้านั้น คาดจะสามารถเปิดประมูลได้ 3 สาย ได้แก่ สายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) และสายสีส้ม ช่วงปลายเดือน มิ.ย.นี้  ซึ่งจะส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความมั่นใจ และเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญให้แก่ประเทศ แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลกจะไม่ดี แต่ไทยมีโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยกระตุ้นให้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศค่อยๆ ดีขึ้น

ทั้งนี้ ภายใน 2 เดือนข้างหน้าจะสามารถออกกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) มูลค่า 1 แสนล้านบาท และกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย มูลค่า 1 หมื่นล้านบาทที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแล้ว โดยกระทรวงการคลังจะนำเสนอรายละเอียดออกมาเร็วๆ นี้ พร้อมกันนี้ได้มอบนโยบายให้กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เร่งรัดการดำเนินโครงการสำคัญ ที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบหรืออนุมัติแล้วให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด และให้ดำเนินการจัดทำแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ ทั้งด้านการขนส่งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และระบบราง และกำหนดรูปแบบการลงทุนให้มีความชัดเจน เพื่อสร้างบรรยากาศในการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

ขณะที่การพัฒนาท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งที่อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. และท่าอากาศยานภูมิภาคที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ให้มีศักยภาพในการรองรับการการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมการบินของประเทศ

ส่วนคมนาคมทางบก ให้กรมการขนส่งทางบกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาการออกกฎ ระเบียบต่างๆ ให้ทันต่อการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพการบริการขนส่งสาธารณะ ให้มีความสะดวก ปลอดภัย สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการ และรักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเร่งรัดการจัดหารถโดยสารไฟฟ้ามาให้บริการขนส่งสาธารณะตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีด้วย

อย่างไรก็ดี นายสมคิด ยังย้ำด้วยว่า รัฐบาลจะใช้กระทรวงคมนาคมเป็นกระทรวงหลักในการขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐ เพราะมีงบประมาณสูงมากถึง 2.5 ล้านล้านบาท และยังมีกระทรวงพลังงานที่ใช้งบลงทุนสูง 2.4-2.5 ล้านล้านบาท ที่จะใช้ลงทุนไปถึงปี 2565 โดยได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมไปโรดโชว์หรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้รับทราบอีกด้วย