นายกฯลงนามสัญญาจ้างสัญญา 2.3 ไฮสปีดเทรนไทย-จีนเฟสแรก(กรุงเทพฯ-โคราช)

0
34

นายกฯเป็นประธานพิธีลงนามสัญญาจ้างสัญญา 2.3 งานระบบราง-ไฟฟ้า-เครื่องกล-จัดหาขบวนรถไฟ-อบรมบุคลากร วงเงิน 5.06 หมื่นล้านรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟสแรก(กรุงเทพฯ-โคราช)เพื่อยกระดับมาตรฐานรถไฟไทย วางรากฐานความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมไทยระยะยาว หนุนความเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ภูมิภาค คาดเปิดใช้ปี 68

ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล  พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนามในสัญญาจ้างงานระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งจัดหาขบวนรถไฟและจัดฝึกอบรมบุคลากร (สัญญา 2.3) โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคช่วงกรุงเทพมหานคร – หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร – นครราชสีมา) ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยนายนิรุฒ มณีพันธ์  ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล  โดย Mr. Gao Feng (เกา เฟิง) ซึ่งเป็นกิจการค้าร่วมกับ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ ดีไซน์ คอร์เปอเรชั่น  โดย Mr. Ma Shengshuang (หม่า เซิ่งซวง) (THE CONSORTIUM OF CHINA RAILWAY INTERNATIONAL CO., LTD. AND CHINA RAILWAY DESIGN CORPORATION)  โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  นายอาคม  เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้แทนสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้บริหาร บริษัท ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (CHINA RAILWAY INTERNATIONAL CO., LTD.) ผู้บริหาร บริษัท ไชน่า เรลเวย์ ดีไซน์ คอร์เปอเรชั่น (CHINA RAILWAY DESIGN CORPORATION) แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามสัญญาระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทยและรัฐวิสาหกิจของจีน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่ารัฐบาลให้ความสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและขนส่งของประเทศ โดยกำหนดไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี และพยายามผลักดันให้เกิดโครงการรถไฟความเร็วสูงเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการพัฒนารถไฟความเร็วสูง มิได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกในการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยสำหรับประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ พัฒนาภูมิภาค โดยเฉพาะหัวเมืองหลักตามแนวเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ซึ่งจะพัฒนาเป็นเมืองศูนย์กลางของภูมิภาค โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนควบคู่กันไป และในขณะเดียวกัน เส้นทางนี้ยังเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ในการเชื่อมไทยไปสู่ สปป.ลาว และจีน โดยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง  สายไหมยุคใหม่ ที่เรียกว่า Belt and Road Initiative หรือ BRI ที่จะเชื่อมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ไปถึงยุโรปได้ด้วยทางรถไฟ ผมขอชื่นชมกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการที่ได้เร่งรัดการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงให้มีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การลงนามในวันนี้เป็นการลงนามในสัญญา ๒.๓ งานระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งจัดหาขบวนรถไฟและจัดฝึกอบรมบุคลากร โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย ลงนามจ้าง บริษัท ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (CHINA RAILWAY INTERNATIONAL CO., LTD.) ซึ่งเป็นกิจการค้าร่วมกับ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ ดีไซน์ คอร์เปอเรชั่น (CHINA RAILWAY DESIGN CORPORATION) รัฐวิสาหกิจของจีนในลักษณะความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ (G to G) ซึ่งมีขอบเขตงาน ระยะทาง 253กิโลเมตร งานวางระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล และจัดหาขบวนรถไฟความเร็วสูง (สามารถทำความเร็ว 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง) งานฝึกอบรมบุคลากรเพื่อการเดินรถและซ่อมบำรุง และงานถ่ายทอดเทคโนโลยี สัญญา 2.3 มีวงเงิน 50,633.50 ล้านบาท ภายใต้กรอบวงเงินรวมของโครงการ 179,412.21 ล้านบาท

ทั้งนี้ โครงการช่วงที่ 1 ได้เสนอขอความเห็นชอบการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แบ่งเป็น    ช่วงกรุงเทพฯ-บ้านภาชี ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2560 ช่วงบ้านภาชี-นครราชสีมา ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ๒๕๖๓ และผ่านความเห็นชอบจาก กก.วล. เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา

เมื่อโครงการนี้แล้วเสร็จและคาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการในปี 2568 จะเป็นการยกระดับมาตรฐานรถไฟไทย ให้มีความเจริญก้าวหน้า เป็นการลงทุนเพื่อวางรากฐานความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของไทยในระยะยาว สนับสนุนให้ประเทศเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาค สร้างโอกาสใหม่ทางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว กระจายรายได้ นำความเจริญสู่ท้องถิ่นตลอดแนวเส้นทางโครงการ นอกจากนี้ยังทำให้บุคลากรของประเทศไทยได้รับความรู้และเทคโนโลยีระบบรางจากจีนต่อยอดองค์ความรู้ต่อไปในอนาคต โดยการรถไฟฯ อยู่ระหว่างดำเนินการออกแบบรายละเอียดงานโยธา ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา – หนองคาย ระยะทาง 354.5 กิโลเมตร เชื่อมไทย-ลาว-จีน และหลังจากที่ก่อสร้างทั้ง 2 ระยะแล้วเสร็จ ก็จะเป็นการเปิดเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมโยงไทย จีน และเอเชียให้เป็นหนึ่งเดียวกัน